ปฏิกิริยาของ โคล พัลเมอร์ ต่อเสียงโห่ ufa365

โคล พัลเมอร์

โคล พาล์มเมอร์ เผยให้เห็นปฏิกิริยาของดาวเตะเชลซีต่อเสียงโห่ของโนนี มาดูเอเก ufa365

โนนี มาดูเอเก กลับมาสแตมฟอร์ด บริดจ์อีกครั้งหลังจากย้ายจากเชลซีไปอาร์เซนอลเมื่อช่วงซัมเมอร์ และปฏิกิริยาของ โคล พาล์มเมอร์ ต่อเสียงโห่ของแฟนบอลที่มีต่ออดีตเพื่อนร่วมทีมของเขาก็ถูกเปิดเผยออกมาแล้ว คลิปใหม่จับปฏิกิริยา โคล พัลเมอร์ หลังแฟนเชลซีโห่โนนี่ มาดูเอเก้ ดราม่าศิษย์เก่ากลับสแตมฟอร์ดบริดจ์

ศึกลอนดอนดาร์บี้ระหว่างเชลซีกับอาร์เซนอลที่สแตมฟอร์ดบริดจ์อาจจบลงด้วยผลเสมอ 1–1 แต่สิ่งที่ถูกพูดถึงไม่แพ้ใบแดงของมอยเซส ไกเซโด้ หรือแท็กติกของทั้งสองทีม ก็คือ “ดราม่าระหว่างแฟนบอลเชลซีกับอดีตตัวรุกของพวกเขาอย่าง โนนี่ มาดูเอเก้” โดยมีชื่อของ โคล พัลเมอร์ สตาร์เบอร์หนึ่งของสิงห์บลูในยุคปัจจุบัน เข้ามาเกี่ยวข้องผ่านคลิปปฏิกิริยาสุด priceless ที่เพิ่งถูกเผยแพร่ในโลกออนไลน์

ในเกมนี้ มาดูเอเก้กลับมาเยือนสแตมฟอร์ดบริดจ์เป็นครั้งแรกในฐานะนักเตะอาร์เซนอล หลังตัดสินใจอำลาเชลซีในช่วงซัมเมอร์ ทันทีที่ชื่อของเขาปรากฏบนจอและเมื่อได้บอลในสนาม แฟนบอลเจ้าถิ่นบางส่วนก็ตอบสนองด้วยเสียงโห่ทันที สะท้อนความรู้สึกค้างคาใจต่อการย้ายทีมที่ถูกมองว่า “หักอก” สาวกสิงห์ไปไม่น้อย

ทว่าจุดที่ทำให้เรื่องนี้กลายเป็นไวรัลมากขึ้น คือคลิปที่จับภาพ โคล พัลเมอร์ บนม้านั่งสำรองของเชลซี ขณะได้ยินเสียงโห่ดังลงมาจากอัฒจันทร์ต่อมาดูเอเก้ กล้องจับได้ว่าเขาหันไปมอง ทำน้ำเสียงและสีหน้าประมาณ “เอาจริงดิ?” พร้อมยิ้มมุมปากแบบทั้งขำทั้งมึน ราวกับไม่ค่อยเห็นด้วยกับการโห่ใส่เพื่อนร่วมอาชีพที่เคยแชร์ห้องแต่งตัวเดียวกัน

แม้พัลเมอร์จะไม่ได้ลงสนามในเกมนี้ แม้ถูกประกาศว่าฟิตกลับมาแล้วจากอาการเจ็บต้นขาและนิ้วเท้า แต่ภาพของเขาในฐานะ “ผู้อยู่ตรงกลาง” ระหว่างทีมเก่าอย่างแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ทีมปัจจุบันอย่างเชลซี และมาดูเอเก้ที่กลายเป็นตัวรุกอาร์เซนอล กลับกลายเป็นอีกหนึ่งภาพจำของค่ำคืนนั้นแบบไม่ได้ตั้งใจ

มาดูเอเก้: จากฮีโร่บอลถ้วยเชลซี สู่การเป็นตัวร้ายในสายตาแฟนบางส่วน

โนนี่ มาดูเอเก้ ไม่ใช่แค่ตัวรุกธรรมดาที่เคยผ่านมาและผ่านไปในถิ่นสแตมฟอร์ดบริดจ์ เขาคือหนึ่งในนักเตะที่ถูกคาดหวังสูงมากตอนย้ายมาจาก พีเอสวี ไอนด์โฮเฟน ในปี 2023 หลังสร้างชื่อในเอเรดิวิซีด้วยผลงาน 20 ประตูและ 9 แอสซิสต์ ตลอด 92 นัดในทุกรายการ

ในสีเสื้อเชลซี เขามีช่วงเวลาที่จัดว่า “สวยหรู” ไม่น้อย โดยเป็นส่วนหนึ่งของทีมที่คว้าแชมป์ยูฟ่า คอนเฟอเรนซ์ ลีก และก้าวขึ้นไปเป็นแชมป์โลกสโมสรในศึก คลับ เวิลด์ คัพ ซึ่งเป็นหนึ่งในความสำเร็จระดับโลกของสโมสรในยุคใหม่

แต่แล้วทุกอย่างก็เปลี่ยนไป เมื่อมาดูเอเก้ตัดสินใจย้ายออกจากเชลซีไปอยู่กับ อาร์เซนอล ในซัมเมอร์ที่ผ่านมา ด้วยค่าตัวราว 48.5 ล้านปอนด์ ดีลนี้ไม่ใช่แค่เรื่องการย้ายทีมธรรมดา เพราะอาร์เซนอลคือคู่ปรับร่วมลอนดอนและเป็นหนึ่งในทีมที่กำลังแย่งพื้นที่หัวตารางกับเชลซีโดยตรง

เสียงตอบรับจากแฟนเชลซีบางส่วนจึงเต็มไปด้วยความผิดหวังและโกรธปนขุ่นเคือง ถึงขั้นมีแคมเปญแฮชแท็กต่อต้านดีลนี้ในโลกออนไลน์ มีการเปิดให้ลงชื่อในคำร้อง (petition) เพื่อแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ ซึ่งสุดท้ายมียอดลงชื่อแตะระดับ 5,000 คน ก่อนดีลจะถูกปิดลงอย่างเป็นทางการอยู่ดี

เสียงโห่ในสแตมฟอร์ดบริดจ์ และปฏิกิริยาของโคล พัลเมอร์

เมื่อมาดูเอเก้เดินลงสนามในฐานะนักเตะอาร์เซนอลที่กลับมาเหยียบสแตมฟอร์ดบริดจ์ บรรยากาศบนอัฒจันทร์ฝั่งเจ้าถิ่นก็ถูกจับตามองทันที และก็เกิดขึ้นจริงตามที่หลายคนคาด เสียงโห่จากแฟนบอลบางกลุ่มดังขึ้นทุกครั้งที่เขาได้บอล

คลิปที่กลายเป็นไวรัลคือช่วงที่ โคล พัลเมอร์ กำลังวอร์มอัพและนั่งพักอยู่ข้างสนาม เมื่อเสียงโห่ดังสนั่นลงมา ภาพจากกล้องแฟนบอลเผยให้เห็นว่าเขาหยุดมองไปทางทิศที่เสียงดังขึ้น พร้อมทำสีหน้าเหมือนกำลังถามในใจว่า “ขนาดนั้นเลยเหรอ?” ก่อนจะส่ายหัวเล็กน้อยพร้อมยิ้มแบบอารมณ์ขัน

มันไม่ใช่การออกมาพูดอะไรตรง ๆ แต่ปฏิกิริยาเพียงไม่กี่วินาทีนี้ ทำให้แฟนบอลและสื่อแปลความว่า พัลเมอร์อาจจะรู้สึกว่า การโห่อดีตผู้เล่นที่เคยช่วยทีมคว้าแชมป์อาจเป็นเรื่องที่ “แรงไป” นิดหน่อย หรืออย่างน้อยก็ชวนให้เขาต้องอมยิ้มกับความอินจัดของแฟนบอลตัวเอง

ดราม่านอกสนามซ้อนบนความเดือดในสนาม  ใบแดงไกเซโด้และเกมใหญ่ที่เต็มไปด้วยประเด็น

เกมนี้ไม่ใช่แค่ดราม่าระหว่างแฟนบอลกับมาดูเอเก้ หรือคลิปของพัลเมอร์เท่านั้น ในสนามก็เดือดไม่แพ้กัน โดยเฉพาะจังหวะที่ มอยเซส ไกเซโด้ ถูกไล่ออกจากสนามตั้งแต่นาทีที่ 36 จากจังหวะเข้าปะทะใส่ มิเกล เมรีโน

เดิมทีผู้ตัดสินแจกใบเหลืองให้ไกเซโด้ แต่หลังจาก VAR ตรวจสอบก็มีการอัปเกรดโทษเป็นใบแดง สร้างความไม่พอใจให้ทั้งแฟนเชลซีและทีมงานข้างสนามไม่น้อย เพราะรู้ดีว่าการเหลือผู้เล่น 10 คนตั้งแต่ครึ่งแรกในเกมระดับนี้คือหายนะที่แท้จริง

แม้สุดท้ายเกมจะจบลงด้วยผลเสมอ 1–1 ซึ่งในมุมของเชลซีถือว่า “เอาตัวรอดได้ดี” เมื่อเทียบกับการเล่นน้อยกว่าตลอดทั้งเกม แต่ดราม่ารอบด้านตั้งแต่ใบแดง การรีเทิร์นของมาดูเอเก้ เสียงโห่ในสนาม และคลิปของพัลเมอร์ ก็ช่วยกันทำให้แมตช์นี้กลายเป็นที่พูดถึงอย่างมากหลังจบเกม

ทำไมมาดูเอเก้ถึงมั่นใจว่าตัดสินใจถูกแล้ว

ฝั่งของมาดูเอเก้เอง เขาเคยออกมาให้สัมภาษณ์หลังย้ายมาร่วมทีมอาร์เซนอลว่า การตัดสินใจครั้งนี้มาจาก “สัญชาตญาณ” และความรู้สึกล้วน ๆ เขาบอกว่าตัวเองเป็นคนที่เชื่อใน gut feeling และที่ผ่านมา การเดินตามเสียงในใจพาเขามาถูกทางมาตลอด ดังนั้นจึงมั่นใจว่าการย้ายมาลอนดอนเหนือก็จะกลายเป็นอีกหนึ่งการตัดสินใจที่ประสบความสำเร็จเช่นกัน

เขาเล่าว่าตัวเองรู้สึก “สบายใจและมีความสุข” ที่ได้ย้ายมาอยู่กับทีมใหม่ รู้สึกเหมือนได้เริ่มต้นอีกครั้งในสภาพแวดล้อมที่มีสไตล์การเล่นชัดเจน เขาอยากเอาเอกลักษณ์และสไตล์การเล่นของตัวเองเข้าไปผสมกับโครงสร้างที่มีอยู่แล้วของอาร์เซนอล เพื่อช่วยทีมยกระดับขึ้นไปอีกขั้น

มาดูเอเก้ยังพูดถึงมุมชีวิตส่วนตัวว่า การได้กลับมาใกล้ครอบครัวในลอนดอนคืออีกหนึ่งปัจจัยสำคัญ เขาบอกอย่างตรงไปตรงมาว่า “แม่คิดถึงเขาในบ้าน” และการได้กลับมาอยู่ใกล้พ่อแม่ทำให้เขารู้สึกเต็มและพร้อมมากขึ้น ทั้งในฐานะคนคนหนึ่งและในฐานะนักฟุตบอลอาชีพ

มุมมองของเอ็นโซ่ มาเรสก้า: หากนักเตะอยากไป ก็ยากจะรั้งไว้

ฝั่งเชลซีเอง กุนซืออย่าง เอ็นโซ่ มาเรสก้า ก็พูดอย่างชัดเจนในทัวร์สหรัฐอเมริกาเมื่อช่วงก่อนฤดูกาลว่า เขาไม่ต้องการขวางทางนักเตะที่อยากย้ายทีม หากใครรู้สึกว่ามีโปรเจ็กต์ที่เหมาะกับตัวเองมากกว่าที่อื่น เขาจะไม่รั้งไว้แบบดึงดัน

ในกรณีของมาดูเอเก้ มาเรสก้ายืนยันว่าเป็นนักเตะที่ “ตัดสินใจด้วยตัวเอง” ไม่มีใครบอกให้ต้องย้ายออกจากสแตมฟอร์ดบริดจ์ เขาเลือกทางเดินนี้ เพราะคิดว่านี่คือเส้นทางที่ตอบโจทย์ทั้งด้านฟุตบอลและชีวิตของเขามากที่สุด

ประโยคหนึ่งจากปากมาเรสก้าที่สะท้อนทัศนคติได้ชัดเจนคือ
“ถ้านักเตะอยากย้ายจริง ๆ มันยากมากสำหรับทั้งสโมสรและผู้จัดการทีมที่จะรั้งไว้… ถ้าโนนี่มีความสุข เราก็มีความสุข”

มันไม่ใช่การปิดประตูใส่นักเตะเก่าหรือการตัดความสัมพันธ์ แต่เป็นการยอมรับว่าฟุตบอลสมัยใหม่เต็มไปด้วยการโยกย้าย และบางครั้ง การปล่อยให้ใครสักคนเดินไปในทางที่ตัวเองเชื่อ ก็อาจเป็นทางเลือกที่ดีกว่าสำหรับทุกฝ่าย

ความสัมพันธ์แฟนนักเตะในยุคโซเชียล: จากเสียงเชียร์สู่เสียงโห่ภายในไม่กี่เดือน

กรณีของมาดูเอเก้สะท้อนให้เห็นยุคสมัยของฟุตบอลชัดเจนมาก เมื่อครั้งยังสวมเสื้อเชลซี เขาได้รับทั้งเสียงเชียร์ เสียงยกย่อง และถูกมองว่าเป็นหนึ่งในอนาคตของทีม แต่หลังจากเลือกย้ายไปอยู่กับทีมคู่แข่งโดยตรง ความสัมพันธ์กับแฟนบอลบางส่วนก็เปลี่ยนจาก “ฮีโร่” เป็น “ตัวร้าย” ในเวลาอันรวดเร็ว

จากมุมมองของแฟนบอล การโห่ใส่นักเตะที่ย้ายออก (โดยเฉพาะไปทีมคู่อริ) คือการแสดงออกถึงความผิดหวังและความผูกพันที่ถูกทำให้แตกสลาย แต่จากมุมมองของนักเตะ หลายครั้งพวกเขาก็แค่กำลังพยายามตัดสินใจสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเส้นทางอาชีพและชีวิตของตัวเอง

ปฏิกิริยาของโคล พัลเมอร์ จึงกลายเป็นภาพเล็ก ๆ ที่น่าสนใจในเรื่องนี้ มันเหมือนสายตาของคนที่เข้าใจดีว่า “ฟุตบอลคือธุรกิจและอาชีพ” แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า “ฟุตบอลคืออารมณ์และความผูกพัน” ในสายตาของคนดูเช่นกัน

บทสรุป: ดราม่าหนึ่งเกม แต่สะท้อนหลายมิติของฟุตบอลยุคใหม่

เกมที่สแตมฟอร์ดบริดจ์นัดนี้เต็มไปด้วยชั้นของเรื่องราว ทั้งในสนามและนอกสนาม ตั้งแต่ใบแดงของไกเซโด้ การลุ้นฟิตของพัลเมอร์ การกลับมาของมาดูเอเก้ในสีเสื้อใหม่ เสียงโห่ของแฟนบอล ไปจนถึงคลิปปฏิกิริยาของพัลเมอร์ที่กลายเป็นไวรัล คล้ายภาพคั่นฉากเบา ๆ ทว่าแฝงคำถามชวนคิดเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างนักเตะ แฟนบอล และการตัดสินใจย้ายทีมในยุคฟุตบอลสมัยใหม่

ท้ายที่สุด ไม่ว่าคุณจะอยู่ฝั่งที่เห็นใจแฟนเชลซี เข้าใจมุมของมาดูเอเก้ หรือชื่นชอบปฏิกิริยาเนียน ๆ ของพัลเมอร์ สิ่งหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือ ฟุตบอลยังคงเป็นละครชีวิตที่มีทั้งความรัก ความผิดหวัง การจากลา และการเริ่มต้นใหม่ให้เราได้เสพกันทุกสัปดาห์

 ถ้าคุณอินทั้งดราม่าในสนามและเบื้องหลังตลาดนักเตะ อยากตามทุกประเด็นแบบไม่ตกข่าวและมีข้อมูลช่วยวิเคราะห์ก่อนดูเกม ลองเปิดโหมดเชียร์บอลแบบจริงจังมากขึ้นไปกับ ufa365 ที่รวมข่าว สถิติ และมุมมองสายวิเคราะห์ให้คอบอลได้ใช้ตัดสินใจก่อนทุกนัดสำคัญ