อาร์เซนอลต้องเก็บรุสโซไว้ที่หมายเลข 9 เพื่อฟื้นคืนชีพแคมเปญ UWCL
ชัยชนะ 2-1 ของอาร์เซนอลเหนือเรอัล มาดริด ในศึกยูฟ่า วีเมนส์ แชมเปียนส์ลีก UWCL ที่เมโดว์ ปาร์ค ไม่ได้เป็นเพียงสามแต้มสำคัญในกลุ่มเท่านั้น แต่ยังเป็นเหมือน “หลักฐานชัดเจน” ว่าหากอาร์เซนอลต้องการกู้วิกฤตซีซั่นที่เริ่มต้นอย่างติดขัด พวกเขาจำเป็นต้องให้ อลีเซีย รุสโซ ยืนเป็นกองหน้าเบอร์ 9 แบบเต็มตัว ไม่ใช่ถูกดึงถอยลงมาเล่นเป็นหมายเลข 10 อีกต่อไป
ก่อนเกมกับเรอัล มาดริด ทีมของเรเน่ สเลเกอร์ส กำลังอยู่ในช่วงอันตราย ผลงานโดยรวมทั้งในลีกและยุโรปถือเป็นหนึ่งในการออกสตาร์ตที่แย่ที่สุดนับตั้งแต่ปี 2014 ฟอร์มเอาแน่เอานอนไม่ได้ เกมสำคัญอย่างการเจอเชลซี ท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์ และบาเยิร์น มิวนิค กลับคว้าไม่ได้ทั้งสามแต้มและความมั่นใจ โอกาสถูกปล่อยทิ้งทั้งจากลูกครอสและจังหวะจบสกอร์ที่ควรได้ แต่กลับไม่เข้าเป้า
หนึ่งในเหตุผลสำคัญคือการตัดสินใจใช้งานรุสโซในบทบาทหมายเลข 10 ให้เธอถอยต่ำมาช่วยเกมรับและเชื่อมบอลตรงกลางสนาม แทนที่จะยืนเป็นตัวจบสกอร์ในกรอบเขตโทษ ซึ่งเดิมทีเป็นจุดแข็งที่สุดของเธอ การขาดคิม ลิตเติล และการที่มาริโอน่า คัลเดนเตย์ถูกดันลงต่ำ ทำให้โค้ชอาจอยากใช้รุสโซช่วยถ่วงสมดุลแดนกลาง แต่ผลข้างเคียงกลับกลายเป็นการ “ลดพิษสงในกรอบเขตโทษ” ของทีมเองอย่างชัดเจน
ในสามเกมก่อนหน้า รุสโซมักต้องลงมาลึกจนไม่ได้อยู่ในตำแหน่งพร้อมรับบอลเปิดจากด้านข้าง หรือวิ่งตัดหลังแนวรับแบบที่เธอถนัด หลายจังหวะเห็นได้ชัดว่าเธอเริ่มจากเขตโทษตัวเอง วิ่งไล่ช่วยบีบแดนกลางจนเหนื่อยก่อน แล้วจึงค่อยดันสูงกลับขึ้นไป นั่นทำให้จังหวะอันตรายในกรอบลดลง ทั้งที่บทบาทกองหน้าเป้าควรเป็นตำแหน่งที่เธอได้ยืนปักหลักรอจบสกอร์อย่างเต็มที่
เกมกับเชลซีคือภาพสะท้อนที่ชัดเจน รุสโซถูกขยับกลับไปยืนหน้าเป้าในช่วงท้าย และสามารถทำประตูได้ทันที หากวันนั้นเธอได้เริ่มเกมในตำแหน่งเบอร์ 9 ตั้งแต่นาทีแรก ผลการแข่งขัน และแม้กระทั่งตารางคะแนนในลีกอาจออกมาแตกต่างไปอย่างมาก
ในที่สุด สเลเกอร์สตัดสินใจเปลี่ยนแผนในนัดสำคัญกับเรอัล มาดริด เลือกส่งรุสโซยืนกองหน้าอย่างชัดเจน ปล่อยให้เธอทำในสิ่งที่ตัวเองถนัดที่สุด คืออยู่ในกรอบเขตโทษ หลอกล่อกองหลัง วิ่งหาพื้นที่ และปักหลักเป็นเป้าหมายสุดท้ายของบอลเปิดจากด้านข้าง
ผลลัพธ์ก็คือแนวรับมาดริดต้องเจองานหนักตลอดทั้งเกม แม้พวกเขาจะจัดระเบียบเกมรับมาดีแค่ไหน แต่เมื่อเจอการเคลื่อนที่แบบฉลาดและดุดันของรุสโซ ก็ต้องถอยลึกและคอยระวังทุกครั้งที่บอลเปิดเข้าเขตโทษ ความเร็วของเธอในการฉีกตัวออกจากตัวประกบ รวมกับความแข็งแกร่งในการบังบอล ทำให้เซ็นเตอร์ของมาดริดเสียสมดุลหลายครั้ง และพอทีมเริ่มครอสเข้าพื้นที่ถูกจุด เกมรับของทีมเยือนก็เริ่มรั่ว
ประตูตีเสมอเกิดขึ้นจากจังหวะที่โคลอี้ เคลลี่ โยนบอลลอยโค้งจากฝั่งขวาเข้าไปในเขตโทษ รุสโซไม่ได้มีพื้นที่มากมาย แต่เธอใช้การอ่านบอลและเวลาในการกระโดดขึ้นโหม่งได้อย่างยอดเยี่ยม สร้างแรงส่งจากตัวเองแทบทั้งหมดก่อนโหม่งบอลผ่านมือผู้รักษาประตูเข้าไปอย่างสวยงาม
จากนั้นลูกที่สองก็ตามมาในรูปแบบคล้ายกัน แต่เปลี่ยนคนเปิดเป็นเคทลิน ฟอร์ด ที่ครอสจากมุมเตะด้านซ้าย บอลพุ่งโค้งไปยังจุดนัดพบในกรอบ 6 หลา และรุสโซก็สอดขึ้นมาโหม่งเต็ม ๆ กลายเป็นประตูชัยให้ทีมพลิกแซงคว้าชัยชนะ 2-1 ประตูทั้งสองลูกยืนยันชัดว่า เมื่อเธอได้ยืนตำแหน่งที่เหมาะสม พลังทำลายล้างของเธอในกรอบเขตโทษถือว่าน่ากลัวอย่างแท้จริง
น่าสนใจตรงที่ รุสโซเคยให้สัมภาษณ์เมื่อปี 2023 ว่าเธอ “ไม่ใช่กองหน้าที่เด่นเรื่องลูกโหม่ง” แต่วันนี้ภาพที่เห็นกลับตรงกันข้าม เพราะสเลเกอร์สเผยว่า รุสโซซ้อมโหม่งกับโค้ชลูกนิ่งเป็นพิเศษในช่วงท้ายของแต่ละเซสชั่นฝึกซ้อม เพื่อเพิ่มมิติใหม่ให้กับการทำประตู แทนที่จะพึ่งแต่การยิงด้วยเท้าหรือการลากบอลจบเอง สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงความกระหายพัฒนาตัวเอง และเป็นตัวอย่างที่ดีต่อเพื่อนร่วมทีมในฐานะแบบอย่างด้านทัศนคติ
หลังเกม สเลเกอร์สกล่าวถึงลูกทีมคนสำคัญรายนี้ด้วยน้ำเสียงเต็มไปด้วยความชื่นชม เธอบอกว่า มีเรื่องมากมายที่อยากพูดถึงรุสโซ ทั้งเรื่องความขยัน ความเป็นมืออาชีพ และบทบาทผู้นำในห้องแต่งตัว ไม่ใช่แค่ในสนามแข่งขัน เธอย้ำว่า ทุกคนรู้ดีว่ารุสโซเก่งแค่ไหนในตำแหน่งเบอร์ 9 ทั้งการพักบอล การเชื่อมเกม การไล่บีบคู่แข่งจากแดนหน้า ความนิ่งในกรอบเขตโทษ และรูปแบบการจบสกอร์ที่หลากหลาย
สเลเกอร์สยอมรับว่าบางครั้งตนเองก็ “ปวดหัว” ที่ต้องเลือกว่าจะใช้รุสโซตรงไหน เพราะเธอสามารถเล่นได้ดีในหลายบทบาท แต่เกมกับเรอัล มาดริดแสดงให้เห็นแล้วว่า ถ้าอาร์เซนอลอยากเล่นในสไตล์ที่เน้นความอันตรายในกรอบเขตโทษ การให้เธอยืนเป็นหน้าเป้า คือคำตอบที่ชัดเจนที่สุด
จากสถิติเซ็ตแรกของซีซั่น อาร์เซนอลชนะเพียง 4 จาก 9 เกมลีก พร้อมกับเสมอ 4 และแพ้แมนเชสเตอร์ ซิตี้ อีกหนึ่งนัด นั่นคือการออกสตาร์ตที่ต่ำกว่ามาตรฐานสโมสร แต่ชัยชนะเหนือเรอัล มาดริด ทำให้สถานการณ์ในแชมเปียนส์ลีกเริ่มเปลี่ยนจากความกดดันล้วน ๆ เป็น “ความหวังที่จับต้องได้” อีกครั้ง
สิ่งที่แฟนบอลอยากเห็นจากนี้ คือความต่อเนื่องในการตัดสินใจเรื่องตำแหน่งของรุสโซ หากโค้ชเลือกเดินหน้าใช้เธอเป็นกองหน้าเบอร์ 9 แบบยาว ๆ พร้อมออกแบบระบบรุกให้สนับสนุนสไตล์ของเธอ ทั้งการครอสจากปีก การเล่นเข้าทำจากด้านข้าง และการวางบอลลึกให้เธอพักแล้วคลี่เกมในพื้นที่สุดท้าย โอกาสที่อาร์เซนอลจะค่อย ๆ ไต่มาจากจุดเริ่มต้นที่น่าผิดหวังไปสู่ฤดูกาลที่ประสบความสำเร็จก็ไม่ใช่เรื่องไกลเกินจริง
ในอีกฟากหนึ่งของเวทียูฟ่า วีเมนส์ แชมเปียนส์ลีก แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดหญิงเพิ่งพ่ายโวล์ฟสบวร์ก 5-2 ฟริดολิน่า รอล์ฟู ให้สัมภาษณ์ตรงไปตรงมาว่า ทีมของเธอ “เล่นได้ไม่ดีพอ” แม้จะมีเหตุผลเรื่องตารางแข่งที่หนักในฤดูกาลแรกบนเวทียุโรป แต่เธอก็ไม่ยอมใช้คำว่าเหนื่อยเป็นข้ออ้าง และยืนยันว่าทีมจำเป็นต้องเรียนรู้จากความผิดพลาด
มาร์ก สกินเนอร์ กุนซือของแมนยูหญิง ยอมรับว่า สกอร์ 5-2 อาจดูแรงเกินไป หากมองจากรูปเกม แต่ก็ชี้ว่าทีม “โดนลงโทษ” จากความผิดพลาดของตัวเองหลายครั้ง และกล่าวชัดว่า ทั้ง ๆ ที่โวล์ฟสบวร์กไม่ได้เล่นอะไรซับซ้อนมากนัก ใช้เกมตรงไปข้างหน้าเน้นความดุดัน แต่ยูไนเต็ดกลับจัดการและควบคุมสถานการณ์ไม่ได้ดีพอ
เมื่อมองคู่ขนานกัน จะเห็นภาพที่น่าสนใจ: อาร์เซนอลที่เริ่มต้นซีซั่นได้แย่ แต่ค่อย ๆ เจอ “จุดลงตัวทางแท็คติก” ด้วยการวางรุสโซเป็นศูนย์กลางในแดนหน้า ขณะที่แมนยูหญิงที่เริ่มต้นในยุโรปได้สวยด้วยสามชัยชนะรวด กลับสะดุดเพราะความผิดพลาดในการจัดการเกมรับและความไม่แน่นอนในรายละเอียดเล็ก ๆ
ฟุตบอลหญิงระดับท็อปจึงไม่ต่างจากฟุตบอลชายในจุดนี้เลย ความชัดเจนเรื่อง “บทบาทของคนสำคัญ” และการแก้ปัญหาในรายละเอียดเชิงแท็คติก คือปัจจัยที่แยกระหว่างทีมที่แค่ “ผ่านไปหนึ่งฤดูกาล” กับทีมที่ “เขียนประวัติศาสตร์ใหม่” ของตัวเองบนเวทียุโรป
สำหรับอาร์เซนอล คำตอบตรงหน้าอยู่แล้ว: หากต้องการพลิกสถานการณ์ใน UWCL และลากโมเมนตัมกลับมาในลีก พวกเขาต้องกล้าตัดสินใจให้อลีเซีย รุสโซยืนเป็นกองหน้าเบอร์ 9 อย่างต่อเนื่อง แล้วปล่อยให้คุณภาพของเธอในกรอบเขตโทษเป็นตัวพูดแทนทุกอย่างในสนามถ้าคุณชอบวิเคราะห์แท็คติก ดูตำแหน่งการยืนของกองหน้าแบบรุสโซ หรืออ่านเกมแชมเปียนส์ลีกหญิงแบบลึก ๆ ลองเอามุมมองแบบโค้ชไปต่อยอดในโลกของ ยูฟ่าเบท แทงบอล สิครับ
