American Mackem John ชาวอเมริกัน: จากวิกิพีเดียสู่ความรักริมฝั่งแม่น้ำแวร์ไซด์
ลาร์ส นัทเซน จาก Roker Report ได้พบปะพูดคุยกับจอห์น เอลลิงตัน แฟนพันธุ์แท้ชาวอเมริกันเป็นการส่วนตัว พูดคุยถึงความรักที่ทั้งคู่มีต่อเดอะแลดส์ และเรื่องราวของหนุ่มชาวอเมริกันที่กลายมาเป็น American Mackem John ที่ถูกรับเลี้ยง
ในโลกฟุตบอล เรามักได้ยินเรื่องแฟนบอลท้องถิ่นที่เกิด โต และใช้ชีวิตผูกพันกับสโมสรใดสโมสรหนึ่งมาทั้งชีวิต แต่เรื่องราวของ John Ellington ชายชาวอเมริกันที่กลายมาเป็น “American Mackem” คืออีกมุมมองหนึ่งที่ทั้งอบอุ่น และทำให้เห็นพลังของฟุตบอลในการเชื่อมผู้คนข้ามทวีป จากชายที่เคยไม่เข้าใจกติกาฟุตบอล กลายเป็นแฟนซันเดอร์แลนด์ตัวจริงที่มีชีวิตประจำวันผูกกับผลการแข่งขันของทีมอย่างแน่นแฟ้น
บทสัมภาษณ์นี้ถ่ายทอดผ่านมุมมองของ Lars Knutsen จาก Roker Report ที่ได้มีโอกาสนั่งคุยกับ John แบบตัวต่อตัว พูดถึงจุดเริ่มต้น ความผูกพัน ความคิดริเริ่ม International Fans’ Day และเหตุผลว่าทำไมชายคนหนึ่งจากสหรัฐอเมริกาถึงรู้สึกว่า ซันเดอร์แลนด์คือ “คนของเขา”
จากเช้าวันเสาร์เงียบ ๆ สู่การหลงรักฟุตบอลแบบไม่รู้ตัว
John เริ่มต้นด้วยการยอมรับตรง ๆ ว่า เดิมทีเขาไม่ใช่แฟนฟุตบอลเลยด้วยซ้ำ ไม่ว่าจะเป็นฟุตบอลสไตล์ยุโรป หรือ “American Football” แบบในบ้านเกิด เขาไม่มีความรู้เรื่องเกม ไม่มีทีมโปรด ไม่รู้แม้กระทั่งว่าเมืองอย่าง Everton อยู่ตรงไหนในอังกฤษ
จุดเปลี่ยนจริง ๆ เริ่มจาก เช้าวันเสาร์ ที่เขาตื่นขึ้นมาเร็วเพื่อใช้เวลากับลูกคนเล็ก ในขณะที่ทุกคนในบ้านยังคงหลับสนิท พวกเขาเปิดทีวีดูอะไรสักอย่างที่ถ่ายทอดอยู่ และมันกลายเป็น “เกมพรีเมียร์ลีกนัดประจำสัปดาห์” ที่ออกอากาศบนช่องทีวีระดับชาติของสหรัฐฯ
ตอนนั้น John ยังไม่เข้าใจอะไรเลย แต่เขาใช้เวลานั้นนั่งดูลูกบอลกลิ้งไปมา พร้อมหัวเราะคุยเล่นกับลูกว่า “เราเชียร์ทีมนี้นะ” บางสัปดาห์ก็เชียร์ท็อตแนม บางสัปดาห์ก็เชียร์บอร์นมัธ ไม่มีความจริงจัง เป็นเพียงมุกตลกในครอบครัว แต่เขากลับเอาไปเล่าทั้งวันให้ลูกคนอื่นและภรรยาฟังว่า “พวกเรานี่แฟนพันธุ์แท้ทีมนี้นะ” จนทุกคนในบ้านเริ่มกลอกตาใส่ เพราะรู้ว่าเขายังไม่เข้าใจเกมดีพอด้วยซ้ำ แต่ทุกอย่างเปลี่ยนไปในวันหนึ่งที่ ซันเดอร์แลนด์พบกับนิวคาสเซิล
ดาร์บี้แมตช์ไทน์–แวร์ และหลุมกระต่ายในวิกิพีเดีย
ในแมตช์นั้น ผู้บรรยายชาวอังกฤษพูดออกมาว่า นี่คือหนึ่งใน “ศึกดาร์บี้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในฟุตบอลอังกฤษ” ระหว่างซันเดอร์แลนด์กับนิวคาสเซิล ประโยคนี้จุดประกายความสงสัยในหัว John ทันที
ในขณะที่ลูกของเขานั่งดูการแข่งขันอย่างตั้งใจ John กลับหยิบคอมพิวเตอร์ขึ้นมา แล้วเริ่ม “ดิ่งลงหลุมกระต่ายในวิกิพีเดีย” เขาใช้เวลากว่า 1 ชั่วโมงครึ่ง อ่านทุกอย่างที่หาได้เกี่ยวกับสองเมืองนี้ ตั้งแต่ประวัติศาสตร์ การสร้างเมือง ตัวตนของชุมชน ไปจนถึงข่าวเก่าและบทความเชิงสังคม
ไม่นานเขาก็เริ่มรู้สึกบางอย่างอย่างชัดเจน
“ผมเริ่มคิดในใจว่า ‘โอ้โห ผมโคตรไม่ชอบพวกนิวคาสเซิลเลย แต่คนจากซันเดอร์แลนด์นี่แหละคือคนแบบเดียวกับผม’”
เขาอธิบายความรู้สึกว่า เมืองซันเดอร์แลนด์มีอะไรบางอย่างที่ใกล้เคียงกับชีวิตของเขาใน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของสหรัฐฯ เมืองที่เคยรุ่งเรืองจากอุตสาหกรรมเก่า เป็น “เขตสนิม” (Rust Belt) ที่ต้องดิ้นรนฟื้นตัว คล้ายกับที่ซันเดอร์แลนด์เคยรุ่งเรืองจากการต่อเรือและอุตสาหกรรมหนักก่อนตกต่ำ
John เคยอยู่ในกองทัพเรือสหรัฐฯ และเติบโตในสังคมชนชั้นแรงงาน เขารู้สึกเชื่อมโยงกับคำว่า “blue-collar” และ “salt of the earth” ที่อธิบายคนซันเดอร์แลนด์ได้อย่างดี ทั้งความถ่อมตัว ความซื่อ ความขยัน และทัศนคติแบบสู้ไม่ถอย
จากมุขตลกเรื่อง “ทีมโปรดประจำสัปดาห์” ในบ้าน วันนั้นเขาประกาศกับตัวเองว่า
“ซันเดอร์แลนด์คือทีมของผมจริง ๆ แล้วนะ ไม่ใช่แค่เล่น ๆ แล้ว”
แม้ภรรยาและลูก ๆ ยังไม่ค่อยเชื่อ เพราะเขาพูดเปลี่ยนทีมไปมาหลายเดือนแล้ว แต่หนนี้ต่างออกไป เพราะเขาเริ่มตามดูเกมของซันเดอร์แลนด์อย่างจริงจัง ผ่านการถ่ายทอดบน NBC และบริการดูย้อนหลังตามต้องการ นับจากนั้นเป็นเวลากว่า 13 ปีที่ทีมชุดแดง–ขาวจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือของอังกฤษ ได้เข้าไปอยู่ในชีวิตเขาอย่างเต็มตัว
การค้นพบประวัติศาสตร์ของซันเดอร์แลนด์ และเสน่ห์ของทีมรองบ่อน
เมื่อความสนใจเริ่มลึกขึ้น John ไม่ได้หยุดอยู่แค่การดูเกมในแต่ละสัปดาห์ แต่เริ่มอ่านประวัติศาสตร์ของสโมสร เรียนรู้เรื่องราวของตำนานอย่าง Peter Reid และ Niall Quinn รวมถึงยุคสมัยต่าง ๆ ที่ทีมต้องขึ้นลงระหว่างดิวิชัน
ภาพที่ตราตรึงใจเขาที่สุดครั้งหนึ่งคือภาพ ภาพวาดน้ำมัน Leeds vs Sunderland ที่สนาม Stadium of Light ซึ่งบอกเล่าเรื่องราวในอดีตของสโมสร และยืนยันว่า ซันเดอร์แลนด์ไม่ใช่ทีมเล็กไร้รากเหง้า แต่คือสโมสรที่แบกความภูมิใจของเมืองและคนทำงานทั้งเมืองเอาไว้
ในขณะที่เขาอาศัยอยู่ใกล้เมืองฟิลาเดลเฟีย เขาพบว่า ทั้งฟิลาเดลเฟียและซันเดอร์แลนด์มีบางอย่างคล้ายกันอย่างประหลาด ทั้งสองเมืองมีช่วงเวลาที่ตกต่ำในด้านกีฬาแต่ก็ลุกขึ้นสู้ เป็นเมืองของแรงงาน เป็นฐานของแฟนบอลที่พร้อมเชียร์ทีมสุดใจแม้จะเจ็บปวดกับผลลัพธ์มานับครั้งไม่ถ้วน
เขาพูดในเชิงขำแต่จริงจังว่า
“ใครจะไม่รักทีมรองบ่อนล่ะ?”
สำหรับ John การเป็นแฟนซันเดอร์แลนด์ไม่ใช่แค่การเชียร์ทีมที่ชนะถ้วยมากมาย แต่คือการเลือกแบ่งปันเส้นทางชีวิตกับสโมสรที่สะท้อนตัวตนและคุณค่าของเขาเอง
จากไอเดียเล็ก ๆ สู่ International Fans’ Day ที่ทั้งเมืองร่วมฉลอง
หนึ่งในสิ่งที่ทำให้ John กลายเป็นที่รู้จักในหมู่แฟนซันเดอร์แลนด์ทั่วโลกคือ “International Fans’ Day”
เขาเล่าว่าไอเดียเริ่มจากแนวคิดง่าย ๆ ที่อยากให้แฟนซันเดอร์แลนด์จากต่างประเทศ “ถูกมองเห็น” ในสนาม Stadium of Light เขานึกถึงโมเมนต์ที่สนามกีฬาในสหรัฐฯ มักมีประกาศว่า
“วันนี้เราขอต้อนรับลูกเสือกลุ่ม 432 จากเพนซิลเวเนีย”
แล้วกลุ่มเล็ก ๆ ก็ลุกขึ้นมาโบกมือท่ามกลางเสียงปรบมือของทั้งสนาม มันเป็นท่าทางเล็ก ๆ แต่ทำให้คนกลุ่มนั้นรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของบางสิ่งที่ใหญ่กว่า
เขาจึงนำไอเดียนี้ไปคุยกับ Joanne Youngson และ Cath Reid คนในสโมสรที่ต่อมากลายเป็นเพื่อนสนิท ทั้งคู่ไม่เพียงเห็นด้วย แต่ยัง “ยกระดับไอเดียให้ใหญ่เกินคาด” จนกลายเป็นงาน International Fans’ Day ในปี 2020 ที่มีแฟนบอลกว่า 32,000 คนเข้าชมเกมในลีกวันนัดพบ Ipswich และแฟนจากทั่วโลกบินมารวมตัวกันที่ซันเดอร์แลนด์
สำหรับ John แค่การประกาศในสนามก็มากเกินพอแล้ว แต่สิ่งที่สโมสรทำ กลับเป็นการจัดงานที่แสดงให้เห็นว่าซันเดอร์แลนด์ “ไม่ใช่ทีมของเมืองเดียวอีกต่อไป” แต่เป็นของแฟนบอลทั่วโลก
ประสบการณ์ครั้งแรกที่สแตเดียมและวัฒนธรรมของเมืองที่ทำให้รู้สึกเหมือนบ้าน
John เล่าย้อนถึงการเดินทางมาอังกฤษครั้งแรกเพื่อชมเกมพรีซีซั่นของซันเดอร์แลนด์ที่ดาร์ลิงตัน เขาและครอบครัวได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจาก Joanne, Cath และเพื่อน ๆ ของพวกเขา ทุกคนเหมือนญาติที่ไม่ได้เจอกันนานมากกว่าเป็นคนแปลกหน้า
เขาหลงรักรายละเอียดเล็ก ๆ ของวัฒนธรรมท้องถิ่น ทั้งอาหารอย่าง pink slices คำแสลงที่เขาฟังตอนแรกไม่เข้าใจแต่รู้สึกสนุก รวมถึง “ความเกลียดนิวคาสเซิล” แบบคนในพื้นที่ที่เต็มไปด้วยสีสันของดาร์บี้แมตช์
ทั้งหมดนี้ทำให้เขารู้สึกว่า ซันเดอร์แลนด์ไม่ใช่แค่ทีมที่เขาเชียร์จากทีวี แต่เป็นชุมชนที่เขา “เข้าไปอยู่ด้วยจริง ๆ”
จากงานปาร์ตี้ที่เพนซิลเวเนียสู่เครือข่ายแฟนซันเดอร์แลนด์ในอเมริกาเหนือ
ก่อน International Fans’ Day จะเกิดขึ้น John ก็ได้เริ่มสร้างเครือข่ายแฟนซันเดอร์แลนด์ในอเมริกาเหนือผ่านกิจกรรม SAFC NASA (กลุ่มแฟนซันเดอร์แลนด์ในอเมริกาเหนือ)
เขาเคยจัดงานดูบอลที่บ้านตัวเองในเพนซิลเวเนีย จัดเมนูแบบอังกฤษอย่าง toad-in-the-hole ชวนเพื่อนบ้านและแฟนบอลจากที่ต่าง ๆ มาร่วมชมเกม เช่นนัดที่ซันเดอร์แลนด์บุกชนะคริสตัล พาเลซ 1–0 ในยุค Sam Allardyce จากประตูของ Jermain Defoe
วันนั้นมีคนจากแคนาดา นิวเจอร์ซีย์ และเพื่อนใหม่อย่าง Seth ที่จากแฟนบอลธรรมดา กลายเป็นสาวกซันเดอร์แลนด์เต็มตัวหลังสัมผัสบรรยากาศร่วมกัน John รู้สึกว่าฟิลาเดลเฟียและซันเดอร์แลนด์เหมือน “เมืองพี่เมืองน้อง” ในเชิงกีฬา ทีมของทั้งสองเมืองมีดีเอ็นเอของการเป็นทีมรองบ่อนที่สู้ไม่ถอย
ความผูกพันที่ลึกซึ้งขึ้นผ่านครอบครัว
อีกมิติหนึ่งที่ทำให้สายสัมพันธ์ของ John กับซันเดอร์แลนด์แน่นแฟ้นกว่าเดิมคือการที่ลูกสาวของเขาได้มาเรียนที่ Durham ใกล้เมืองซันเดอร์แลนด์ เธอเริ่มสนใจสโมสรผ่านนักเตะอย่าง Joel Asoro และจากการได้สัมผัสเมืองเอง ทำให้ครอบครัวทั้งบ้านมีสายใยกับ “City by the Sea” แห่งนี้มากขึ้น
แม้ช่วงปี 2016–2018 จะเป็นยุคมืดของสโมสร ทั้งการตกชั้นและความวุ่นวายในทีม แต่สำหรับ John นี่กลับยิ่งตอกย้ำความเป็น “แฟนตัวจริง” เพราะเขายังอยู่กับทีมไม่ว่าผลการแข่งขันจะออกมายังไง
เขายอมรับตรง ๆ ว่า
“อารมณ์ของผมขึ้นลงตามผลแข่งจริง ๆ ภรรยาผมรู้เลยว่า วันนี้ทีมชนะหรือแพ้จากใบหน้าผม”
ยุคใหม่ของซันเดอร์แลนด์ และความหวังที่ใหญ่กว่าครั้งไหน ๆ
ในมุมมองของ John ตอนนี้คือหนึ่งในช่วงเวลาที่ดีที่สุดของการเป็นแฟนซันเดอร์แลนด์ ช่วงซัมเมอร์ปี 2025 สโมสรเสริมทัพนักเตะใหม่ถึง 15 คน และสามารถสร้างทีมที่มีสปิริตดีอย่างรวดเร็วภายใต้การนำของโค้ช Régis Le Bris
เขายกเครดิตให้ทั้งทีมงานเบื้องหลังอย่าง Kristjaan Speakman, Florent Ghisolfi และเจ้าของสโมสรหนุ่ม Kyril Louis-Dreyfus ที่วางแผนอย่างมีกลยุทธ์ หนึ่งในตัวอย่างชัดเจนคือการดึง Granit Xhaka มาร่วมทีม ซึ่งเป็นสัญญาณชัดว่า สโมสรไม่คิดแค่ประคองตัว แต่ต้องการสร้างบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่ในระยะยาว
ช่วงเวลาพีคที่สุดสำหรับ John ในฐานะแฟนคือประตูของ Tommy Watson ในเกมเพลย์ออฟรอบชิงชนะเลิศ แชมเปียนชิพ ที่พลิกชะตาและสร้างความหวังครั้งใหม่ให้ทั้งเมือง ในทางกลับกัน ช่วงตกต่ำที่สุดคือการแถลงข่าวของ David Moyes ที่เหมือน “ประกาศยอมแพ้ล่วงหน้า” และสวนทางกับสปิริตสู้ไม่ถอยของสโมสรโดยสิ้นเชิง
แต่ไม่ว่าจะขึ้นหรือลง John ยืนยันว่าเขาจะอยู่ตรงนี้เสมอ ในฐานะ “American Mackem” ที่ผูกหัวใจกับซันเดอร์แลนด์ไปแล้วตลอดกาล
สรุป: ฟุตบอลที่พาเมืองหนึ่งไปเชื่อมกับหัวใจอีกเมืองหนึ่ง
เรื่องราวของ John Ellington สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่า ฟุตบอลไม่ใช่แค่เกม 90 นาทีในสนาม แต่มันคือสายใยที่เชื่อมคนธรรมดาจากอีกซีกโลกให้ผูกพันกับเมืองที่เขาไม่เคยเกิด แต่อาจรักไม่แพ้คนที่อยู่ตรงนั้นมาตลอดชีวิต
จากเช้าวันเสาร์ที่ไม่เข้าใจกติกา จากการอ่านวิกิพีเดียเรื่องดาร์บี้กับนิวคาสเซิล จากไอเดียเล็ก ๆ ที่กลายเป็น International Fans’ Day จากงานปาร์ตี้ดูบอลในเพนซิลเวเนีย ไปจนถึงการเดินเข้าไปใน Stadium of Light พร้อมรู้สึกว่า “ที่นี่คือบ้านอีกหลัง” ทั้งหมดนี้คือคุณค่าลึก ๆ ที่ฟุตบอลมอบให้คนคนหนึ่งได้อย่างงดงาม
และไม่ใช่แค่ John ที่ได้อะไรจากซันเดอร์แลนด์ แต่เมืองและสโมสรก็ได้แฟนบอลที่ทุ่มเทสุดหัวใจหนึ่งคนเพิ่มขึ้นมาเช่นกันถ้าคุณอินกับเรื่องราวแฟนบอลต่างแดน และอยากเพิ่มอรรถรสการเชียร์บอลให้สนุกขึ้นกว่าการนั่งดูเฉย ๆ
ลองสัมผัสเกมลูกหนังในมุมใหม่ไปกับแทงบอล ยูฟ่าเบท ที่พร้อมพาคุณลุ้นทุกแมตช์ไปพร้อมกับหัวใจของคนรักฟุตบอลตัวจริง
