Robin van Persie

Robin van Persie

Robin van Persie เลือกลูกชายวัย 19 ปีที่เขาเคยเรียกว่า “ผู้แพ้” ลงเล่นให้เฟเยนูร์ดในเกมนัดแรก

ในโลกฟุตบอลที่เต็มไปด้วยความฝัน ความคาดหวัง และความกดดันในเวลาเดียวกัน หนึ่งในเรื่องราวที่สะเทือนอารมณ์ที่สุดของปี 2025 คงหนีไม่พ้นการที่ Robin van Persie ตัดสินใจเรียกชื่อ ชาเคล ฟาน เพอร์ซี่ (Shaqueel van Persie) ลูกชายวัย 19 ปีของเขาเข้ามาอยู่ในทีมชุดใหญ่ของเฟเยนูร์ดเป็นครั้งแรกในเกมพบ NEC ไนมีเก้น

ไม่ใช่เพียงเพราะนี่คือการขึ้นสู่เวทีระดับอาชีพของลูกชายตำนานคนหนึ่ง แต่ยังเป็นเพราะ “เส้นทางกว่าจะถึงวันนี้” ของชาเคลนั้นไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ หากเต็มไปด้วยความผิดหวัง การตัดสินใจที่เจ็บปวด และการสั่งสอนแบบพ่อที่ทั้งดุ ทั้งโหด แต่ก็เต็มไปด้วยความรักจากโรบิน ฟาน เพอร์ซี่

แม้เขาจะเคยเรียกลูกชายของตัวเองว่า “ขี้แพ้” แต่วันนี้ ชาเคลกำลังเป็นผู้เล่นดาวรุ่งที่มีอนาคต และได้ขึ้นมาสู่ทีมชุดใหญ่สโมสรระดับยักษ์ในเนเธอร์แลนด์อย่างสง่างาม

วันที่เฟเยนูร์ดประกาศชื่อที่ทุกคนรอคอย

ก่อนเกมพบ NEC แฟนบอลเฟเยนูร์ดจำนวนมากเริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติ เมื่อชาเคลและเพื่อนร่วมทีมอย่าง อายูบ อัวร์ก ไม่ได้ลงเล่นให้ทีม U21 ในวันก่อนหน้า

เมื่อมีรายชื่อทีมชุดใหญ่ประกาศออกมา ชื่อของชาเคลก็ปรากฏอยู่ในนั้นจริง ๆ และนี่คือครั้งแรกในชีวิตของเขาที่ได้อยู่ใน “Matchday squad”

สำหรับเด็กอายุ 19 ปี นี่คือก้าวสำคัญ แต่สำหรับพ่ออย่างโรบิน มันเป็นช่วงเวลาที่สะท้อนการเดินทางตั้งแต่วันแรกที่ลูกชายเริ่มเล่นฟุตบอลจนถึงวันนี้

ภาพของพ่อลูกที่ผ่านความกัดฟันและบทเรียนชีวิตมาด้วยกันกำลังถูกเปิดเผยอีกครั้งด้วยการเรียกตัวครั้งนี้

ชาเคลคือใคร? ดาวรุ่งที่ไม่ได้มีแค่ชื่อ “ลูกตำนาน”

ชาเคล ฟาน เพอร์ซี่ ไม่ใช่เด็กที่ถูกดันเพียงเพราะเขาเป็นลูกของโรบิน แต่เขาเป็นกองหน้าที่ได้รับการยกย่องจากโค้ชหลายคนว่า “มีไหวพริบในการจบสกอร์ที่โดดเด่นตามสัญชาตญาณ”

เส้นทางของเขาเริ่มจาก

  • อะคาเดมีแมนเชสเตอร์ ซิตี้ (2 ปี)
  • ย้ายกลับมาเฟเยนูร์ดในปี 2017
  • กลายเป็นนักเตะดาวเด่นระดับเยาวชนของเนเธอร์แลนด์
  • เซ็นสัญญาอาชีพฉบับแรกเมื่ออายุ 18 ปี มีผลถึงปี 2028

เขาเป็นนักเตะที่มีพรสวรรค์ทางเทคนิคสูง
ถนัดเท้าซ้ายแบบเดียวกับพ่อ
มีสไตล์การเล่นที่ผสมระหว่าง “นักล่าโอกาส” และ “ตัวทำเกมแดนหน้า”

หลายคนในสโมสรเชื่อว่า เขามีศักยภาพก้าวขึ้นมาระดับเดียวกับกองหน้าดาวรุ่งยุโรปที่กำลังเป็นที่จับตามอง

จุดเปลี่ยนของชีวิต บทเรียนที่เริ่มจากคำว่า “ขี้แพ้”

หนึ่งในเรื่องราวที่แฟนบอลทั่วโลกพูดถึงคือคำสารภาพของโรบินใน High Performance Podcast ว่าเขาเคยดุลูกชายอย่างรุนแรงหลังเกม U14 ระหว่างเฟเยนูร์ดและอาแจ็กซ์

วันนั้นชาเคลไม่ได้ถูกส่งลงสนามแม้แต่นาทีเดียว เขาขึ้นรถกลับบ้านพร้อมความโมโหและเริ่มบ่นว่าโค้ชไม่ยุติธรรม เพื่อนร่วมทีมไม่ส่งบอล และสาเหตุทุกอย่างเป็นเพราะ “คนอื่น”

โรบินจึงพูดกับลูกว่า

“ลูกพูดเหมือนคนแพ้… ผู้ชนะโทษตัวเองก่อน ไม่ใช่โทษคนอื่น”

เขาไม่เพียงพูดเพื่อดุ แต่เพื่อสอนบทเรียนที่นักฟุตบอลทุกคนต้องเจอในระดับอาชีพ—ความรับผิดชอบต่อตัวเอง

โรบินบอกว่าเขาพูดคำนี้ด้วยความรัก ไม่ใช่ความโกรธ

“พ่อรักลูกเท่ากันไม่ว่าลูกจะเป็นนักฟุตบอลหรือไม่ก็ตาม แต่ถ้านี่คือความฝันของลูก… ลูกต้องเป็นผู้ชนะในชีวิตตัวเอง”

คำพูดที่โหด แต่เต็มไปด้วยความหมาย

ผลลัพธ์ที่ได้  “ผมเห็นเสือเกิดใหม่”

สัปดาห์ถัดมา โรบินเล่าว่าเขาเห็นบางอย่างในชาเคลเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

  • มาซ้อมก่อนเวลา
  • ทำงานหนักขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า
  • ไม่บ่น ไม่แก้ตัว
  • กลายเป็นคนที่ “รับผิดชอบต่อเส้นทางของตัวเอง”

โรบินถึงกับใช้คำว่า

“ผมเห็นไทเกอร์—เสือตัวหนึ่งที่พร้อมล่า”

นี่กลายเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ชาเคลเดินสู่เส้นทางของนักฟุตบอลอาชีพจริง ๆ

ทำไมการเรียกตัวครั้งนี้จึงมีความหมายมากกว่าปกติ?

เพราะมันคือผลลัพธ์ของ 5 ปีแห่งการทำงานหนัก
คือการพิสูจน์ว่าชาเคลเติบโตจากคำบ่นในรถวันนั้น
คือการยอมรับจากสโมสรว่าเขาพร้อมกำลังก้าวสู่ระดับที่สูงกว่าเดิม

และที่สำคัญที่สุด—

มันคือความภูมิใจของพ่อ

โรบิน ฟาน เพอร์ซี่ในวันนี้ไม่ใช่แค่ตำนานของอาร์เซน่อลและแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แต่เขาคือพ่อคนหนึ่งที่ได้เห็นลูกชายทำตามความฝันอย่างมีวินัยและความมุ่งมั่น

ความกดดันของการเป็น “ลูกฟาน เพอร์ซี่”

แน่นอน ชาเคลไม่ได้เติบโตในสภาพแวดล้อมธรรมดา เขาต้องเผชิญกับ

  • ความคาดหวังมหาศาล
  • การถูกเปรียบเทียบกับพ่อแทบทุกครั้งที่ลงสนาม
  • ความกดดันเมื่อต้องเล่นในตำแหน่งเดียวกัน
  • ความสงสัยว่าจะได้โอกาสเพราะความสามารถหรือเพราะชื่อเสียงของพ่อ

แต่การได้ชื่ออยู่ในทีมชุดใหญ่ครั้งแรกบอกอย่างชัดเจนว่า
นี่ไม่ใช่การ “ฝากฝัง”
แต่มันคือการทำงานหนักของชาเคลเอง

เฟเยนูร์ดเป็นหนึ่งในระบบเยาวชนที่โหด และพัฒนาเยาวชนได้ดีที่สุดของยุโรป ไม่มีใครได้โอกาสฟรี ๆ

ก้าวต่อไปของชาเคล

การแข่งขันที่เขาถูกเรียกตัวให้เข้าสู่ทีมชุดใหญ่ อาจเป็นเพียงก้าวแรก แต่การถูกเลือกในช่วงที่ทีมมีอาการบาดเจ็บหลายตำแหน่ง คือโอกาสทองที่อาจเปิดประตูไปสู่การลงสนามนัดแรก

ถ้าเขาทำได้ดี อนาคตของเขาอาจเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว

เด็กที่ครั้งหนึ่งเคยถูกเรียกว่า “ขี้แพ้” อาจก้าวขึ้นไปเป็นกองหน้าตัวจริงของเฟเยนูร์ดในอนาคตอันใกล้

 เสียงจากชาเคล“ผมภูมิใจที่ได้ใส่เสื้อเฟเยนูร์ด”

หลังเซ็นสัญญาอาชีพ ชาเคล ได้พูดบางอย่างที่สะท้อนตัวตนของเขาในวันนี้ได้อย่างดี

“ผมภูมิใจมากที่ได้ใส่เสื้อเฟเยนูร์ด ผมรู้สึกถึงความเชื่อมั่นจากสโมสร และผมจะทำงานหนักทุกวันเพื่อไปให้ถึงเป้าหมายของตัวเอง”

นี่คือคำพูดของผู้ชนะ ไม่ใช่ผู้แพ้อีกต่อไป หากบทเรียนชีวิตของฟาน เพอร์ซี่ทำให้คุณอินกับโลกฟุตบอล ลองเพิ่มอรรถรสเกมคืนนี้ด้วย ufabet เว็บตรง ระบบเดิมพันที่ทั้งปลอดภัย ค่าน้ำดี และลุ้นแบบเรียลไทม์ เชียร์บอลให้มันส์ขึ้นอีกระดับ พร้อมความสนุกที่คุณควบคุมได้ด้วยตัวเอง!