11 นักเตะพลาดเกมเบิร์นลีย์ พบ เชลซี ขณะที่เอ็นโซ มาเรสกา เผชิญวิกฤตอาการบาดเจ็บ Burnley vs Chelsea
เชลซีจะกลับมาลงสนามพรีเมียร์ลีกอีกครั้งในวันเสาร์นี้ โดยจะเดินทางขึ้นมอเตอร์เวย์ M40 พบกับเบิร์นลีย์ ของสก็อตต์ ปาร์คเกอร์ ที่เทิร์ฟมัวร์ แต่เอ็นโซ มาเรสกา จะต้องรับมือกับผู้เล่นบาดเจ็บหลายคน Burnley vs Chelsea
ก่อนพรีเมียร์ลีกจะกลับมาโม่แข้งสุดสัปดาห์นี้ เกมที่น่าจับตาอย่างหนึ่งคือการบุกเยือนเทิร์ฟมัวร์ของเชลซี ภายใต้การคุมทีมของเอนโซ มาร์เรสก้า เพื่อดวลกับเบิร์นลี่ย์ของสก็อต พาร์คเกอร์ บนกระดาษนี่อาจเป็นเกมที่หลายคนคิดว่า “เชลซีเหนือกว่า” เพราะผลงานโดยรวมดี อยู่หัวตาราง และมีเกมรุกที่น่ากลัว แต่เมื่อมองลึกลงไปในลิสต์อาการบาดเจ็บแล้ว จะพบว่านี่เป็นหนึ่งในแมตช์ที่มาร์เรสก้าต้องแก้สมการยากที่สุดครั้งหนึ่งของซีซั่น
เพราะตามรายงานล่าสุด ทั้งสองทีมอาจมีผู้เล่นรวมกันถึง 11 คน ที่พลาดลงสนามไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ทำให้โค้ชทั้งสองฝ่ายต้องวางแผนแท็คติกกันใหม่แทบทั้งหมด โดยเฉพาะเชลซีที่แม้จะยืนอันดับสามของลีก และมีแต้มตามอาร์เซนอลจ่าฝูงแค่ 6 คะแนน แต่เส้นทางที่เดินมาไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบอย่างที่ตัวเลขในตารางบอกเลย
เชลซีกับเงื่อนไขสำคัญ “ฟิตไม่ครบแต่ต้องชนะ”
สำหรับเชลซี ปัญหาหลักคือบรรดาตัวรุกและตัวคีย์แมนแดนกลางที่ทยอยเจ็บพร้อมกันในช่วงโปรแกรมแน่น ๆ ทั้งบอลลีกและบอลยุโรป หลังพักเบรกทีมชาติ กลับกลายเป็นว่าหลายคนยังไม่พร้อมคัมแบ็กทันที ขณะที่แฟนบอลก็คาดหวังจะเห็นทีมเดินหน้าต่อเนื่องแบบไม่สะดุด
หนึ่งในชื่อที่แฟนเชลซีคิดถึงมากที่สุดคือ โคล พาลเมอร์ ดาวรุ่งตัวเก่งที่ก้าวขึ้นมารับบท “เพลย์เมกเกอร์เบอร์หนึ่ง” ของทีมแบบเต็มตัวตั้งแต่ย้ายมา เขาบาดเจ็บกล้ามเนื้อโคนขาหนีบตั้งแต่เกมกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดในเดือนกันยายน และนับจากวันนั้นจนถึงตอนนี้ เขาพลาดช่วยทีมไปแล้วถึง 16 นัดรวมทุกรายการ
มาร์เรสก้าเคยอัปเดตอาการของพาลเมอร์ไว้เมื่อเดือนตุลาคมว่า ทีมแพทย์ต้องการรักษาให้หายขาดมากกว่าฝืนส่งลงสนามเร็วเกินไป โดยประเมินคร่าว ๆ ว่าต้องพักเพิ่มอีกราวหกสัปดาห์ และจะประเมินแบบ “สัปดาห์ต่อสัปดาห์” เพื่อความปลอดภัย ทำให้เกมบุกเยือนเบิร์นลี่ย์ครั้งนี้มีโอกาสสูงที่แฟนบอลจะยังไม่ได้เห็นเขากลับมาอยู่ใน 11 ตัวจริง แม้จะมีลุ้นทันเกมใหญ่กับบาร์เซโลน่าในยูฟ่า แชมเปียนส์ลีกหลังจากนั้นก็ตาม
เปโดร เนโต้ – ฟิตแต่ไม่ชัวร์ พร้อมลุยหรือยังต้องเสี่ยง?
อีกคนที่อยู่ในสถานะ “ลุ้นฟิต” คือ เปโดร เนโต้ แนวรุกทีมชาติโปรตุเกสที่ได้รับบาดเจ็บกล้ามเนื้อจากเกมพบวูล์ฟส์จนต้องถอนตัวจากทีมชาติในช่วงเบรกที่ผ่านมา แม้ปัจจุบันเขาจะกลับมาซ้อมกับเชลซีได้แล้ว แต่สภาพความฟิตระดับเกมแข่งยังเป็นเครื่องหมายคำถาม
มาร์เรสก้าต้องชั่งใจอย่างหนักว่า จะเสี่ยงส่งเนโต้ลงสนามในเกมที่ใช้พละกำลังสูงอย่างบุกเทิร์ฟมัวร์ดีหรือไม่ เพราะสไตล์ของเบิร์นลี่ย์คือการเข้าปะทะเร็ว กดดันไว การใช้งานนักเตะที่เพิ่งหายเจ็บ อาจทำให้มีโอกาส “เดี้ยงซ้ำ” ได้ง่ายกว่าปกติ การตัดสินใจครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องแท็คติก แต่ยังเกี่ยวกับการบริหารความเสี่ยงในระยะยาวของซีซั่นด้วย
เอ็นโซ แฟร์นานเดซ และแดนกลางที่ยังต้องรอเช็กอาการ
ในแดนกลาง เชลซีก็มีปัญหาสำคัญเมื่อ เอ็นโซ แฟร์นานเดซ เลือกถอนตัวจากทีมชาติอาร์เจนติน่า หลังมีปัญหาเจ็บเข่าจากเกมกับวูล์ฟส์เช่นกัน ตอนนี้นักเตะยังอยู่ในช่วงเรียกความฟิต และทีมแพทย์จะต้องประเมินใกล้ชิดก่อนเกมกับเบิร์นลี่ย์ว่าจะพร้อมลงเล่นไหวสักกี่นาที ถ้าเขาฟิตไม่ทัน มาร์เรสก้าจำเป็นต้องปรับสมดุลแดนกลางครั้งใหญ่ เพราะเอ็นโซคือคนคุมจังหวะเกม คอยเชื่อมบอลจากหลังไปหน้า และคุมเทมโปในหลาย ๆ นัด
การหายไปของเขา จะทำให้ภาระถ่ายบอลและเชื่อมเกมถูกโยนไปให้คนอื่นในทีม ที่อาจจะไม่ได้มีวิสัยทัศน์หรือความแม่นยำในการจ่ายบอลทะลุไลน์เท่ากับเอ็นโซ ส่งผลทั้งกับการครองบอลและความต่อเนื่องในการเข้าทำ
โรมิโอ ลาเวีย, บาเดียชิล, เอสซูโก, โคลวิลล์ และมูดริก – รายชื่อที่การันตี “ไม่ได้ลง”
รายชื่อที่แน่นอนแล้วว่าไม่ได้มีส่วนในเกมนี้แน่ ๆ เริ่มจาก โรมิโอ ลาเวีย ที่ลงสนามเจอกับการาบักในศึกแชมเปียนส์ลีกได้เพียงห้านาทีเท่านั้น ก่อนเจ็บต้นขาจนต้องเปลี่ยนตัวออก เขาถูกวินิจฉัยว่าต้องพักอย่างน้อยหนึ่งเดือนและจะกลับได้อีกทีราวเดือนธันวาคม
เบอนัวต์ บาเดียชิล ปราการหลังชาวฝรั่งเศส ก็กำลังอยู่ในช่วงฟื้นตัวจากปัญหากล้ามเนื้อ ยังไม่พร้อมคัมแบ็กจนกว่าจะถึงเดือนหน้าเช่นกัน ส่งผลให้ตัวเลือกในแนวรับของเชลซีลดจำนวนลงไปอีก
ด้าน ดาริโอ เอสซูโก ดาวรุ่งที่หลายคนคาดหวังว่าจะได้เห็นพัฒนาการต่อเนื่อง ก็ต้องพักยาวถึงปีหน้า หลังเข้ารับการผ่าตัดต้นขา ขณะที่ เลวี โคลวิลล์ เซ็นเตอร์แบ็กอนาคตไกลของสโมสร ถูกอาการบาดเจ็บ ACL เล่นงานตั้งแต่ช่วงปรีซีซั่น และถูกยืนยันแล้วว่าจะไม่สามารถกลับมาลงเล่นได้ในฤดูกาลนี้
ในฝั่งแนวรุก มิคไฮโล มูดริก ยังอยู่ในสถานะโดนพักแข้งชั่วคราวจากโทษแบนชั่วคราว ทำให้ตัวเลือกริมเส้นฝั่งซ้ายของทีมลดลงไปอีกหนึ่งคน มาร์เรสก้าจึงจำเป็นต้องจัดสรรการหมุนเวียนผู้เล่นบนปีกอย่างระมัดระวัง ไม่ให้ตัวหลักที่เหลืออยู่กรอบเกินไป
รวม ๆ แล้ว เชลซีมีทั้งนักเตะที่ “ชัวร์ว่าหายไปแน่” และ “ต้องรอเช็กความฟิตจนถึงนาทีสุดท้าย” หลายราย ทำให้เกมนี้ไม่ใช่แค่เรื่องการเตรียมแท็คติกในการเจาะแนวรับเบิร์นลี่ย์ แต่ยังเป็นปัญหาเรื่อง “หมากบนกระดานมีไม่ครบ” อีกด้วย
เบิร์นลี่ย์ก็ไม่สมบูรณ์ – พาร์คเกอร์เจอปัญหาขุมกำลังเช่นกัน
ฝั่งเบิร์นลี่ย์ของสก็อต พาร์คเกอร์เอง ก็ไม่ได้อยู่ในสภาพพร้อมรบเต็มสูบเช่นกัน โดยเฉพาะชื่อของ เซกี อมดูนี่ ที่ได้รับบาดเจ็บ ACL ตั้งแต่ช่วงซัมเมอร์ ทำให้ต้องพักยาวและพลาดโอกาสช่วยทีมในช่วงสำคัญของซีซั่น
นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่า จอร์แดน ไบเยอร์ และ คอนเนอร์ โรเบิร์ตส์ สองแข้งสำคัญในแนวรับและวิงแบ็ก ก็มีสิทธิ์พลาดเกมกับเชลซีเช่นกัน เนื่องจากยังอยู่ในขั้นตอนเรียกความฟิตกลับมาเต็มร้อย ถ้าทั้งคู่ไม่พร้อมลงสนาม พาร์คเกอร์จะต้องหาทางจัดแนวรับชุดใหม่เจอกับแนวรุกที่เล่นบอลไดเร็กต์และหมุนตำแหน่งเร็วของเชลซี
สำหรับเบิร์นลี่ย์ เกมนี้เปรียบเสมือน “ด่านทดสอบใหญ่” เพราะต้องรับมือทีมฟอร์มแรงที่ยืนหัวตาราง ทั้งที่ตัวเองก็มีปัญหานักเตะเจ็บและฟอร์มในลีกที่ยังไม่นิ่ง การวางแท็คติกจึงน่าจะเน้นไปที่เกมรับแน่น ล็อกพื้นที่แดนสุดท้าย ปิดพื้นที่ครอส และอาศัยโอกาสฉาบฉวยในจังหวะสวนกลับหรือเซ็ตพีซ
เกมหมากกลยุทธ์ของมาร์เรสก้า – ระหว่างความเสี่ยงกับความต่อเนื่อง
หนึ่งในคำถามใหญ่สำหรับเอนโซ มาร์เรสก้า คือ เขาจะเลือก “เล่นเซฟ” ด้วยการไม่รีบเร่งส่งสตาร์ที่เพิ่งหายเจ็บกลับมาลงสนาม หรือจะ “เสี่ยง” ใช้งานเพื่อรักษาโมเมนตัมของทีมที่กำลังลุ้นแชมป์
กรณีของโคล พาลเมอร์คือภาพสะท้อนที่ชัดเจน หากเขากลับมาเร็วเกินไปแล้วเจ็บซ้ำ เชลซีอาจต้องอยู่ในสภาพขาดตัวปั้นเกมคนสำคัญไปอีกยาว ในทางกลับกัน หากดรอปเขาไว้รอเกมยุโรป แล้วจัดตัวที่ฟิตสมบูรณ์ลงเล่นในเกมกับเบิร์นลี่ย์แทน อาจทำให้ทีมรักษาความต่อเนื่องด้านสภาพร่างกายได้ดีกว่า แม้คุณภาพเกมรุกอาจลดลงเล็กน้อย
ในแดนกลาง หากเอ็นโซ แฟร์นานเดซไม่พร้อมเต็มร้อย มาร์เรสก้าก็ต้องเร่งหาคู่กลางที่สามารถคุมบอล สลับตำแหน่ง และอ่านเกมได้ดีพอจะไม่ปล่อยให้เบิร์นลี่ย์สวนกลับง่าย ๆ เพราะการเสียจังหวะนิดเดียวในเทิร์ฟมัวร์สามารถกลายเป็นประตูตามหลังได้ทันที
แนวรุกริมเส้นและฟูลแบ็กอย่างมาร์ก คูคูเรย่า หรือรีซ เจมส์ จึงมีบทบาทสำคัญมากในการเติมเกมบุกแบบระวังตัว ให้การเปิดบอลจากด้านข้างยังคงอันตราย แต่ไม่เปิดพื้นที่ให้คู่แข่งโต้กลับง่ายเกินไป
ทำไมเกมนี้ถึงสำคัญกว่าที่คิดสำหรับทั้งสองทีม
สำหรับเชลซี ผลการแข่งขันเกมนี้สามารถกำหนดทิศทางเมนต์ของทีมหลังเบรกทีมชาติได้เลย ถ้าพวกเขาบุกไปเก็บสามแต้มได้แม้ขาดผู้เล่นตัวหลักหลายราย จะยิ่งเพิ่มความมั่นใจว่า “ทีมมีแผนสำรองที่ดีพอ” และระบบของมาร์เรสก้าสามารถทดแทนตัวหลักได้ในระดับหนึ่ง แต่หากสะดุด เสมอหรือแพ้ขึ้นมา ทั้งความกดดันจากสื่อและแฟนบอลอาจเริ่มหนักขึ้นทันที โดยเฉพาะเมื่อทุกคนรู้ว่าพวกเขากำลังอยู่ในเส้นทางลุ้นแชมป์
ส่วนเบิร์นลี่ย์ การเก็บแต้มจากทีมระดับท็อปสามอย่างเชลซีที่เทิร์ฟมัวร์ได้ จะเป็นเหมือนการอัด “ออกซิเจน” เข้าสู่ห้องเครื่องของสโมสร ทั้งในแง่ความมั่นใจและการต่อสู้หนีโซนล่างของตาราง การเจอคู่แข่งที่ไม่ฟูลทีมอาจเป็นโอกาสที่ต้องคว้าไว้ให้ได้มากที่สุด
ท้ายที่สุด เกมนี้คือการปะทะกันของสองทีมที่ “ไม่สมบูรณ์ทั้งคู่” แต่อยู่ในสถานการณ์ที่ต้องการผลการแข่งขันเชิงบวกอย่างยิ่ง มาร์เรสก้าต้องบริหารความเสี่ยงเรื่องตัวเจ็บไปพร้อมกับรักษารูปแบบการเล่นที่ทีมกำลังปรับจูนขึ้นเรื่อย ๆ ขณะที่พาร์คเกอร์ต้องหาทางใช้ความได้เปรียบเรื่องเสียงเชียร์ในบ้านและสภาพสนาม กดดันผู้เล่นเชลซีที่อาจไม่ได้อยู่ในฟิตเต็มร้อยให้พลาดง่ายที่สุด
ถ้าคุณชอบวิเคราะห์รายชื่อตัวจริง ใครเจ็บ ใครฟิต พร้อมคาดเดาแท็คติกก่อนเกมแบบนี้ ลองเอาเซนส์สายวิเคราะห์ไปต่อยอดในโลกของ ยูฟ่าเบท แทงบอล ดูสิครับ เพราะยิ่งคุณมองเกมขาด อ่านสถานการณ์ตัวเจ็บและฟอร์มทีมได้แม่น ทุกบิลใน ยูฟ่าเบท แทงบอล ก็อาจกลายเป็นโอกาสทำกำไรที่สนุกและลุ้นมันกว่าเดิมหลายเท่า














