แพ้ผู้นำลีกไม่ใช่เรื่องน่าอาย แต่ Brighton ต้องกล้าถามตัวเอง มีอะไร “น่าห่วง” จากเกมกับอาร์เซนอล?
การบุกไปแพ้ Arsenal 2-1 ที่เอมิเรตส์ สเตเดียม อาจไม่ใช่ผลการแข่งขันที่น่าตกใจนัก เมื่อพิจารณาว่า “ปืนใหญ่” คือจ่าฝูงพรีเมียร์ลีก และเป็นหนึ่งในทีมที่แข็งแกร่งที่สุดของยุโรปในฤดูกาลนี้ แต่สำหรับ Brighton & Hove Albion ผลการแข่งขันไม่ได้เล่าเรื่องทั้งหมด เพราะเมื่อส่องลึกลงไปในรายละเอียดของเกม จะพบว่า มีหลายประเด็นที่น่ากังวลจากมุมมองของ “เดอะ ซีกัลส์” และประเด็นเหล่านี้อาจส่งผลยาวไปถึงเกมเยือนเวสต์แฮม ช่วงครึ่งหลังของฤดูกาล รวมถึงแนวคิดในตลาดซื้อขายเดือนมกราคม
ปัญหาแรก เกมรุก “หายไป” จนกว่าจะตามหลัง 2-0
หนึ่งในภาพที่ชัดเจนที่สุดจากเกมนี้ คือ การขาดความอันตรายในเกมรุก ของไบรท์ตันในช่วงก่อนจะเสียสองประตู
ตลอดครึ่งแรก ไบรท์ตันแทบไม่สร้างสถานการณ์ที่ทำให้อาร์เซนอลต้องลุ้นจริงจัง การครองบอลดูไร้ทิศทาง ขาดความแน่วแน่ และไม่มีจังหวะจบสกอร์ที่ชัดเจน ความรู้สึกเหมือนทีมยังไม่มั่นใจในสิ่งที่ตัวเองกำลังทำ และนั่นสะท้อนผ่านการขึ้นเกมที่ไม่ต่อเนื่อง
กว่าจะเริ่มดูมีชีวิตชีวา ต้องรอจนทีมตกเป็นฝ่ายตามหลัง 2-0 ซึ่งคำถามสำคัญคือ
ทำไมต้องรอให้เสียเปรียบก่อน ถึงจะเริ่มเล่นในแบบที่กล้าขึ้น?
ขาด “จุดอ้างอิง” ในแดนหน้า เมื่อสามตัวหลักไม่พร้อม
การไม่มี Danny Welbeck, Kaoru Mitoma และ Yankuba Minteh ในสภาพที่พร้อมเต็มร้อย ส่งผลโดยตรงต่อโครงสร้างเกมรุกของไบรท์ตัน
สามคนนี้คือ “จุดอ้างอิง” ของการเข้าทำ
- เวลเบ็ค คือกองหน้าที่เชื่อมเกมได้
- มิโตมะ คือปีกที่ดึงตัวประกบและสร้างความแตกต่าง
- มินเตห์ คือพลัง ความเร็ว และความเร่งเกม
เมื่อทั้งสามไม่พร้อมหรือไม่อยู่ในสนามพร้อมกัน เกมรุกของไบรท์ตันดูเหมือนขาดศูนย์กลาง ขาดคนที่ทำให้แนวรับคู่แข่งต้องถอยหรือแตกกระจาย
ฉากหนึ่งที่สะท้อนภาพนี้ชัดเจน คือจังหวะที่ บาร์ต แฟร์บรุคเกน เตะบอลยาวออกข้างสนามฝั่งซ้ายในครึ่งแรก ราวกับเห็น “ภาพหลอนของมิโตมะ” ทั้งที่ไม่มีใครอยู่ตรงนั้น นี่คือภาพแทนความไม่เชื่อมโยงในทีมอย่างแท้จริง
เวลเบ็คยังจำเป็น แต่ต้อง “ถนอม” จนกระทบภาพรวม
การที่เวลเบ็คถูกส่งลงสนามช้ามาก แม้ทีมกำลังไล่ตามสกอร์ สะท้อนให้เห็นว่า ไบรท์ตันต้องระมัดระวังสภาพร่างกายของเขาอย่างสูง เนื่องจากปัญหาที่หลัง
นี่คือดาบสองคม
- ด้านหนึ่ง เขายังเป็นกองหน้าที่ทีม “ขาดไม่ได้”
- แต่อีกด้าน ทีมไม่สามารถใช้งานเขาได้เต็มที่
เมื่อกองหน้าตัวหลักไม่สามารถลงเล่นต่อเนื่องหรือเต็มเวลาได้ โครงสร้างเกมรุกทั้งหมดจึงต้องปรับตาม และนั่นส่งผลต่อความสม่ำเสมอของทีมโดยรวม
แดนกลางมี “คนขยัน” แต่ไม่มี “คนคุมเกม”
ไบรท์ตันมีมิดฟิลด์ที่ขยัน วิ่งเยอะ และพร้อมทำงานหนักหลายคน แต่สิ่งที่เห็นชัดในเกมนี้คือ ขาดมิดฟิลด์ที่สามารถครองเกมและคุมจังหวะได้จริง
ไม่มีใครสามารถยืนคุมพื้นที่กลางสนามแบบทำให้อาร์เซนอลชะลอเกมหรือเสียรูปแบบได้ต่อเนื่อง เกมจึงถูกกำหนดโดยเจ้าบ้านเป็นส่วนใหญ่
การขาดเวอร์ชันที่ดีที่สุดของ Carlos Baleba ก็มีส่วนอย่างมาก เพราะเมื่อบาเลบาไม่อยู่ในฟอร์มสูงสุด ไบรท์ตันจะขาดพลังและการตัดเกมตรงกลางทันที
รัตเตอร์ ไม่ใช่เบอร์ 9 แต่ยังเป็น “ตัวเลือกดีที่สุด” ที่มี
แม้จะเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่า Georginio Rutter ไม่ใช่กองหน้าหมายเลข 9 โดยธรรมชาติ แต่จากทรัพยากรที่มีอยู่ เขายังคงเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดในตำแหน่งนั้น
รัตเตอร์มีจังหวะพักบอลและเชื่อมเกมอยู่บ้าง และในเกมนี้ เขามีสองจังหวะที่ทำได้ดีจนมีส่วนกับประตูและโอกาสของมินเตห์ แต่ภาพรวมฟอร์มยังขาดความสม่ำเสมอ
นี่จึงนำไปสู่คำถามที่เริ่มดังขึ้นเรื่อย ๆ ในหมู่แฟนบอล

ไบรท์ตันควรซื้อกองหน้าตัวใหม่ในเดือนมกราคมหรือไม่?
ตลาดหน้าหนาว คำถามที่ย้อนกลับมาอีกครั้ง
แรงกดดันต่อ โทนี่ บลูม เจ้าของสโมสร จะเพิ่มขึ้นแน่นอน หากผลงานไม่กระเตื้อง เพราะแฟนบอลจำนวนหนึ่งเริ่มคาดหวังการเซ็นสัญญากองหน้าตัวจบสกอร์
แต่ความเป็นจริงก็คือ
“กองหน้าพรีเมียร์ลีกที่พร้อมยิงเป็นกอบเป็นกำ ไม่ได้เดินอยู่ในตลาดเดือนมกราคม”
นี่คือปัญหาเดียวกับช่วงปลายยุคของ โรแบร์โต เด แซร์บี เมื่อทีมเต็มไปด้วยอาการบาดเจ็บ และต้องตัดสินใจว่า จะซื้อเพื่อแก้ปัญหาระยะสั้น หรืออดทนรอให้ตัวหลักกลับมา
กรณีของ สเตฟานอส ซิมาส ที่อาจหายไประยะหนึ่ง แต่ไม่ยาวเท่าสัญญาของกองหน้าใหม่ ก็เป็นอีกตัวอย่างที่ทำให้การตัดสินใจซับซ้อนขึ้น
ชื่อของเอวาน เฟอร์กูสัน ถูกพูดถึงอีกครั้ง แต่ใช่คำตอบจริงหรือ?
ชื่อของ Evan Ferguson จะถูกหยิบยกขึ้นมาเสมอ แต่คำถามคือ ฟอร์มและสภาพร่างกายของเขาในตอนนี้ โดยเฉพาะช่วงที่ยืมตัวกับโรม่า เพียงพอจะเป็นคำตอบหรือไม่
ไบรท์ตันปล่อยเขาออกไปยืมตัวถึงสองครั้งในรอบปี ซึ่งอาจเป็นสัญญาณว่า สโมสรเองก็ยังไม่มั่นใจว่า เขาคือทางออกระยะสั้นที่แท้จริง
จุดบวกที่ยังพอให้ยึดไว้
แม้จะมีข้อกังวลมากมาย แต่เกมนี้ก็ยังมีสิ่งดี ๆ ที่ควรนำไปต่อยอด
- บาร์ต แฟร์บรุคเกน เซฟหลายจังหวะสำคัญ
- ยาน พอล ฟาน เฮคเค และ Lewis Dunk บล็อกจังหวะยิงอย่างไม่ยอมแพ้
- ความเร่งและพลังของมินเตห์
- การขยับหาพื้นที่อันตรายของ Diego Gomez
สิ่งเหล่านี้ทำให้อาร์เซนอลต้องกังวลในช่วงท้ายเกม และเป็นเหตุผลว่าทำไมแฟนบอลปืนใหญ่ถึงไม่สบายใจจนเสียงนกหวีดสุดท้าย
มิเกล อาร์เตต้า พูดความจริงที่เจ็บแต่ตรง
Mikel Arteta กล่าวหลังเกมว่า อาร์เซนอล “น่าจะชนะด้วยสกอร์ที่มากกว่านี้” และเมื่อมองตามภาพรวม ก็ยากจะโต้แย้ง
ความจริงข้อนี้ไม่ควรถูกบดบังด้วยความพยายามช่วงท้ายของไบรท์ตัน เพราะหากทีมงานของ Fabian Hurzeler ต้องการพาทีมกลับมามีลุ้นพื้นที่ยุโรป ความผิดพลาดและความขาดแคลนเหล่านี้ต้องถูกแก้ไขอย่างจริงจัง
บทสรุป แพ้ไม่ใช่ปัญหา แต่ “แนวโน้ม” คือสิ่งที่ต้องจับตา
การแพ้ที่เอมิเรตส์ไม่ใช่เรื่องน่าอาย และประวัติศาสตร์ช่วงหลังทำให้แฟนไบรท์ตันยังเชื่อเสมอว่า ทีมสามารถไปสร้างปัญหาให้ทีมใหญ่ได้
แต่ในช่วงที่ทีมไม่ชนะต่อเนื่อง แม้คนที่เชื่อมั่นในโปรเจกต์และทิศทางสโมสร ก็ย่อมรู้สึกไม่สบายใจ
คำถามสำคัญไม่ใช่ “แพ้อาร์เซนอลหรือไม่”
แต่คือ ไบรท์ตันจะจัดการกับช่องโหว่เหล่านี้อย่างไร ก่อนที่ฤดูกาลจะไหลไปไกลกว่านี้
ฟุตบอลไม่แพ้กันที่สกอร์ แต่แพ้กันที่รายละเอียดเล็กที่สุด ufa345 อ่านเกมก่อนใครทุกแมตช์ ตรงใจทุกผลบอลสมัครเลย UFABET เข้าสู่ระบบเว็บตรง
