‘เขาเป็นฝันร้ายของผู้ตัดสิน’ อดีตหัวหน้า PGMOL ตำหนิดาวเตะเชลซีที่เป็นผู้เล่นที่มีพฤติกรรมแย่ที่สุดในพรีเมียร์ลีก
อเลฮานโดร การ์นาโช ปีกของเชลซี ถูกระบุว่าเป็นผู้กระทำความผิดร้ายแรงที่สุดในพรีเมียร์ลีก จากการจำลองสถานการณ์และพยายามหลอกลวงผู้ตัดสิน ในยุคที่พรีเมียร์ลีกเต็มไปด้วยระบบ VAR มุมกล้องความละเอียดสูง และการจับผิดทุกจังหวะเหมือนอยู่ใต้กล้องวงจรปิด 24 ชั่วโมง ปัญหา “นักเตะพุ่งล้ม” หรือ Simulation กลับไม่ลดลงอย่างที่ใครหลายคนคาดหวัง กลับกัน กลายเป็นประเด็นร้อนอยู่เรื่อย ๆ ทั้งในหมู่แฟนบอล ผู้เชี่ยวชาญ และอดีตผู้ตัดสิน ล่าสุด คีธ แฮ็กเก็ต อดีตหัวหน้าฝ่าย PGMOL และอดีตผู้ตัดสินระดับฟีฟ่า ออกมาระบุแบบตรง ๆ ว่า หนึ่งในนักเตะที่สร้าง “ฝันร้ายให้กรรมการ” มากที่สุดตอนนี้ คือปีกเชลซีอย่าง อเลฆานโดร การ์นาโช่
แฮ็กเก็ตให้สัมภาษณ์กับรายการ Final Whistle ของ Football Insider โดยใช้คำแรงอย่างชัดเจนว่า การ์นาโช่เป็นนักเตะที่ “ลงไปนอนกับพื้นเร็วเกินไป และบ่นเก่งเกินไป” พร้อมย้ำว่า การตัดสินในจังหวะที่บางครั้งดูเหมือนฟาวล์แต่ก็อาจเป็นการพุ่งล้ม ทำให้ผู้ตัดสินต้องเผชิญสถานการณ์ที่โคตรกดดัน และพร้อมโดนวิจารณ์จากทุกทิศทุกทาง
การ์นาโช่ – จากดาวรุ่งปีศาจแดง สู่ตัวร้ายสายดราม่าที่สแตมฟอร์ดบริดจ์
การย้ายออกจากแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดไปเชลซีในซัมเมอร์ที่ผ่านมา ทำให้หลายคนจับตามองว่า การ์นาโช่จะก้าวขึ้นไปเป็นกำลังหลักของทีมใหม่ได้หรือไม่ เขามีทั้งสปีด เทคนิค และความกล้าลากใส่กองหลังแบบไม่มีเกรงใจ แต่สิ่งที่ติดตามมาด้วยคือ “ภาพลักษณ์ด้านลบ” เรื่องการพุ่งล้ม
แม้ลงเล่นให้เชลซีเพียงราวสิบเกม แต่เจ้าตัวก็ถูกจับได้แล้วหลายครั้งว่า “ตั้งใจทิ้งตัว” เพื่อเอาฟาวล์หรือจุดโทษ แฮ็กเก็ตยกตัวอย่างชัดเจนถึงจังหวะในเกมใหญ่กับลิเวอร์พูล ที่การ์นาโช่พุ่งล้มในกรอบเขตโทษ หวังให้แอนโธนี่ เทย์เลอร์เป่าให้จุดโทษ แต่ผู้ตัดสินกลับโบกมือให้เล่นต่อ และอดีตหัวหน้า PGMOL ยังบอกด้วยว่า เขาถือว่า “โชคดีมาก” ที่ไม่โดนใบเหลืองฐานพยายามหลอกผู้ตัดสินในจังหวะดังกล่าว
การถูกมองว่าเป็น “ตัวขี้พุ่ง” ทำให้การ์นาโช่ตกอยู่ในจุดที่เปราะบาง เพราะทันทีที่เขาล้มลงในกรอบเขตโทษหรือบริเวณอันตราย แฟนบอล คู่แข่ง และแม้กระทั่งกรรมการเอง อาจ “เผลอมองด้วยอคติ” ว่าคงเป็นการแกล้งล้มมากกว่าถูกทำฟาวล์จริง ๆ ส่งผลให้ในจังหวะที่เขาโดนชนจริง ๆ ก็อาจไม่ได้รับความยุติธรรมอย่างที่ควรจะได้รับ
ฝันร้ายของกรรมการ – เสี้ยววินาทีตัดสิน ระหว่างฟาวล์จริงกับการพุ่งล้ม
แฮ็กเก็ตอธิบายอย่างตรงไปตรงมาว่า สำหรับผู้ตัดสิน การอ่านสถานการณ์ว่า “ล้มเพราะโดนเตะ” หรือ “ล้มเพราะอยากได้ฟาวล์” เป็นหนึ่งในโจทย์ที่ยากที่สุดในเกม ลูกฟุตบอลวิ่งเร็ว นักเตะเคลื่อนที่ด้วยสปีดสูง การปะทะเกิดขึ้นในเศษเสี้ยววินาที แต่คำตัดสินกลับถูกซูมดูแบบสโลว์โมชั่นจากผู้ชมทั่วโลกภายหลัง
เขายอมรับว่า การทำงานในยุคนี้เต็มไปด้วยแรงกดดัน ทั้งแฟนบอลในสนาม สื่อออนไลน์ และการรีเพลย์จาก VAR แถมยังมีวัฒนธรรมดราม่าในสนาม ที่นักเตะบางคน “แสดงเก่งกว่าฟุตบอล” อีกด้วย
แฮ็กเก็ตชี้ว่า กรณีของการ์นาโช่เป็นตัวอย่างชัดเจนของนักเตะที่ชอบลงไปนอนกับพื้นเร็ว แล้วลุกขึ้นมาบ่น กดดันกรรมการและคู่แข่ง การกระทำแบบนี้ไม่เพียงสร้างความรำคาญให้ฝ่ายตรงข้าม แต่ยังเป็นภาระต่อผู้ตัดสินที่ต้องคอยแยกให้ออกว่าอะไรจริงอะไรเฟคในทุก ๆ จังหวะที่เขาเกี่ยวข้อง
ไม่ใช่แค่การ์นาโช่ – ซาลาห์, กรีลิช, บรูโน่ ก็โดนเอ่ยชื่อ
แม้บทสัมภาษณ์นี้จะเล่นงานการ์นาโช่ตรง ๆ แต่ปัญหาเรื่องการพุ่งล้มไม่ได้มีแค่เขาคนเดียว Ollie Farrow ผู้ก่อตั้ง Football Insider ที่ร่วมรายการ Final Whistle ถูกถามถึง “นักเตะที่ดำน้ำบ่อยที่สุด” ในพรีเมียร์ลีก เขาเลือกเอ่ยชื่อ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ และ แจ็ค กรีลิช
ฟาร์โรว์มองว่าซาลาห์เป็นตัวอย่างคลาสสิกของนักเตะที่มีเทคนิคสูง เลี้ยงบอลด้วยสปีดและจังหวะขยับตัวที่ยากต่อการป้องกัน ทำให้เมื่อมีการปะทะเล็ก ๆ น้อย ๆ การล้มลงของซาลาห์ กลายเป็นประเด็นให้แฟนบอลฝ่ายตรงข้ามตั้งคำถามอยู่เสมอว่า “โดนจริง หรือแกล้งล้ม?” ขณะที่ชื่อของแจ็ค กรีลิช ก็ถูกโยงกับภาพจำเรื่อง “โดนเตะแล้วล้มง่าย” มาหลายปีในพรีเมียร์ลีก
พิธีกรรายการยังโยนชื่อของ บรูโน่ แฟร์นันด์ส มิดฟิลด์แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดเข้ามาในวงสนทนา ก่อนที่ฟาร์โรว์จะตอบกลับแบบยอมรับว่า “ใช่ เขาก็อยู่ในกลุ่มนั้นเหมือนกัน ทั้งเรื่องการชอบล้มและเรื่องการบ่นกรรมการ”
ทั้งหมดนี้สะท้อนภาพว่า ปัญหาการพุ่งล้มและพยายามหลอกกรรมการ ไม่ได้จำกัดอยู่กับนักเตะคนใดคนหนึ่ง หรือสโมสรใดสโมสรหนึ่ง แต่เป็น “วัฒนธรรมมืด” ที่เกิดขึ้นในระดับลีกโดยรวม
เวลาในเกมที่หายไป – จากการดำน้ำสู่การถ่วงเวลา
แฮ็กเก็ตยังชี้ให้เห็นอีกด้านของปัญหา นอกจากการพุ่งล้มเพื่อหาฟาวล์แล้ว ยังมีการ “ล้มเพื่อถ่วงเวลา” ที่ทำให้เวลาเล่นจริง ๆ ในเกมลดลงอย่างเห็นได้ชัด เขายกตัวอย่างจังหวะของ จอร์แดน พิคฟอร์ด ในนามทีมชาติอังกฤษ ที่ลงไปนอนกุมต้นขา ทำให้เกมหยุดและเปิดโอกาสให้ทีมมี “แท็คติกเบรก” ปรับจังหวะ จัดระเบียบเกมใหม่ ทั้งที่บางครั้งอาการเจ็บอาจไม่ได้รุนแรงถึงขนาดต้องพักนาน
เมื่อรวมกับการเตะทิ้งช้า ๆ การตั้งเตะจากประตูแบบอืด ๆ การเดินไปวางบอลลูกฟรีคิกช้า ๆ สิ่งเหล่านี้บวกเข้ากับการดำน้ำ กลายเป็น “ชุดพฤติกรรม” ที่ทำให้เวลาจริงในเกมลดลงอย่างน่าเสียดาย แฮ็กเก็ตยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า ทั้งการถ่วงเวลาและการพุ่งล้มกำลังกลายเป็นปัญหาใหญ่ของฟุตบอลยุคใหม่ และน่ากังวลว่าจะ “หนักขึ้นเรื่อย ๆ” หากไม่มีมาตรการจริงจังจากฝ่ายจัดการแข่งขันและผู้ตัดสิน
VAR ช่วยจริงหรือทำให้เรื่องซับซ้อนขึ้น?
ในมุมของแฟนบอล หลายคนเคยหวังว่า VAR จะทำให้ปัญหาการพุ่งล้มลดลง เพราะสามารถย้อนดูภาพสโลว์โมชั่นหลายมุมได้ ทว่าความจริงกลับกลายเป็นว่า VAR ช่วยได้เพียงบางส่วน แต่ไม่สามารถกำจัด “วัฒนธรรมดราม่า” ไปจากเกมได้เลย
เหตุผลคือ การปะทะในฟุตบอลเต็มไปด้วย “พื้นที่สีเทา” บางจังหวะมีการสัมผัสตัวเล็กน้อย แต่ผู้เล่นเลือก “ขยายอาการ” ให้ดูรุนแรงขึ้นถามกรรมการ บางครั้ง VAR เห็นการแตะจริง แต่ก็ยังต้องตีความว่า แรงพอให้ล้มหรือไม่ ทำให้แม้จะมีเทคโนโลยีช่วย สุดท้ายก็ยังต้องกลับไปลงเอยที่ “การตัดสินของมนุษย์” อยู่ดี
สิ่งนี้ทำให้ผู้ตัดสินอย่างแฮ็กเก็ตเชื่อว่า หากอยากลดปัญหาอย่างแท้จริง ต้องใช้ทั้งกฎที่เด็ดขาดขึ้น การแจกใบเหลืองแบบไม่ลังเลเมื่อเห็นการจำลองฟาวล์ชัดเจน รวมถึงการสื่อสารกับสโมสรและนักเตะให้เข้าใจว่า ลีกจะไม่ยอมปล่อยให้การพุ่งล้มเป็นเรื่องธรรมดาในเกมอีกต่อไป
ตัวอย่างอีกด้านในทีมเดียวกัน – คูคูเรย่าและฟุตบอล “เล่นจริง ทำจริง”
ที่น่าสนใจก็คือ ในขณะที่การ์นาโช่ถูกพูดถึงในแง่ลบเรื่องการแสดงเกินจริงและชอบล้ม ทีมเชลซีกลับมีอีกหนึ่งแข้งที่ได้รับคำชมฝั่งตรงกันข้าม นั่นคือ มาร์ก คูคูเรย่า แบ็กซ้ายทีมชาติสเปน ซึ่งเพิ่งทำผลงานโดดเด่นในเกมทีมชาติที่พบกับตุรกี
ในเกมนั้น เขาช่วยให้สเปนกลับมาตีเสมอ 2-2 มีส่วนกับการแอสซิสต์ให้ดานี่ โอลโม่ และที่สำคัญคือสถิติการจ่ายบอลแม่นยำถึง 93% (69 จาก 74 ครั้ง) พร้อมทั้งสร้างโอกาสสำคัญ สร้างสรรค์เกมจากกราบซ้ายได้ตลอดทั้ง 90 นาที
บทวิเคราะห์จาก Football Insider ยกย่องว่า คูคูเรย่ากลายเป็นหนึ่งในนักเตะคนสำคัญของเอ็นโซ่ มาเรสก้า ทั้งในระบบทีมชาติและในสีเสื้อเชลซี เขาไม่ได้ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการล้มเรียกฟาวล์ แต่ใช้พลังไปกับการวิ่งไลน์ เติมเกม สร้างโอเวอร์โหลด และคอยเปิดบอลจากริมเส้นเพื่อเจาะแนวรับคู่แข่งอย่างเบิร์นลี่ย์ที่มักตั้งรับแน่นลึก
ภาพของคูคูเรย่าจึงกลายเป็น “ด้านสว่าง” ตัดกับภาพของการ์นาโช่ในสโมสรเดียวกัน — ฝั่งหนึ่งถูกวิจารณ์เรื่องการพุ่งล้ม อีกฝั่งถูกชมเชยในฐานะนักเตะที่สร้างประโยชน์จริงในเกมจากการเคลื่อนที่และจ่ายบอลอย่างมีประสิทธิภาพ
แฟนบอลควรมองอย่างไร? นักเตะควรคิดแบบไหนต่อไป?
สุดท้ายแล้ว ปัญหาการพุ่งล้มและการถ่วงเวลาไม่ได้มีคำตอบง่าย ๆ เพราะในโลกแห่งการแข่งขันที่มีเงินเดิมพันสูง ชื่อเสียงสโมสร และอนาคตนักเตะผูกติดกับผลการแข่งขัน นักเตะบางคนจึงอาจมองว่า “ถ้าแกล้งล้มแล้วทีมได้จุดโทษและชนะ มันก็คุ้ม”
แต่ในระยะยาว ภาพลักษณ์ของผู้เล่นคนนั้นจะกลายเป็นเหมือน “ตราประทับด้านลบ” ที่ติดตัวไปทุกสนาม เขาอาจไม่ได้ฟาวล์ในวันที่โดนเตะจริง อาจไม่ได้รับความเห็นใจจากกรรมการ หรือถูกแฟนบอลปรบมือเหยียดทุกครั้งที่ล้มลง ไม่ต่างจากกรณีที่กำลังเกิดขึ้นกับการ์นาโช่ในตอนนี้
สำหรับแฟนบอล การวิจารณ์อย่างมีสติและแยกแยะให้ได้ว่า อะไรคือฟาวล์จริง อะไรคือการแสดง ก็ช่วยให้บรรยากาศในเกมดีขึ้นได้เช่นกัน ส่วนลีกและผู้ตัดสินเองก็ต้องช่วยกันสร้างมาตรฐานใหม่ที่ชัดเจนและเด็ดขาดกว่านี้
ถ้าคุณชอบจับผิดจังหวะฟาวล์ ดำน้ำ หรือดูว่าใครแสดงเกินจริงในพรีเมียร์ลีก
ความละเอียดแบบนี้เอาไปต่อยอดใน ยูฟ่าเบท แทงบอล ได้เต็ม ๆ เลย
เพราะยิ่งคุณอ่านเกมขาด มองออกว่าอะไรจริงอะไรเฟค ทุกบิลใน ยูฟ่าเบท แทงบอล ก็ยิ่งมีโอกาสเข้าเป้ามากกว่าคนที่ดูแค่สกอร์บนหน้าจอครับ
